In order to fulfill the basic functions of our service, the user hereby agrees to allow Xiaomi to collect, process and use personal information which shall include but not be limited to written threads, pictures, comments, replies in the Mi Community, and relevant data types listed in Xiaomi's Private Policy. By selecting "Agree", you agree to Xiaomi's Private Policy and Content Policy .
Agree

Redmi Note 8

[รีวิว] รีวิว มัดรวม 3 รุ่น Redmi Note 8 , Note 8 Pro , Xiaomi Mi 9 Lite ตัวไหนคุ้มสุด?

2019-12-06 09:55:09
188394 115
รีวิว มัดรวม 3 รุ่น Redmi Note 8 , Note 8 Pro , Xiaomi Mi 9 Lite ตัวไหนคุ้มสุด?

สวัสดีครับ เจอกับผม เต้ อีกเช่นเคยครับ วันนี้ผมจะมารีวิวเปรียบเทียบ 3 รุ่น ที่หลายๆคนถามผมบ่อยมากว่า 3 ตัวนี้จะเลือกตัวไหนดี และผมก็ใช้เวลารวมรวมข้อมูลจากคนที่สอบถามเข้ามา...และ 3 ตัวที่ว่าก็จะเป็น Xiaomi Redmi Note 8 , Redmi Note 8 Pro และ Mi 9 Lite ที่มีราคาไม่เกินหมื่น และมีสองรุ่นที่ราคาเท่ากัน ทำให้หลายคนเกิดความลังเล...วันนี้ผมเลยจะมาเล่าให้ฟังว่าแต่ละรุ่นมีจุดเด่นด้านใดบ้าง จะได้เลือกใช้งานให้เหมาะสมกับแต่ละคนและงบของแต่ละคนไป...



สำหรับรีวิว Redmi Note 8 Pro แบบเต็มๆ เชิญที่ลิงค์นี้ได้เลยครับ https://c.mi.com/thread-2508145-1-0.html  ตัวผมได้ Redmi Note 8 และ Mi 9 Lite มาพร้อมๆกัน และไหนๆก็ไหนๆแล้วผมเลยจับ Redmi Note 8 Pro มารวมในรีวิวนี้ด้วยเลย จะได้ไม่ต้องไปอ่านบทความเดี่ยวๆแยกต่างหากครับ



และเหตุผลที่รีวิวนี้ออกช้า เป็นเพราะ...ความขี้เกียจของผมส่วนหนึ่ง 555+ และ MIUI 11 ที่มาไม่พร้อมกัน ทำให้ผมอาจจะเปรียบเทียบแบบตรงๆไม่ได้เพราะระบบมีความแตกต่างกันบ้างนิดหน่อย ซึ่ง MIUI 11 เครื่องที่มาช้าที่สุดคือ Redmi Note 8 ซึ่งผมได้กดอัพเดต วันที่ 25 พฤษจิกายน 2562 ก็คือวันที่ผมเขียนรีวิวนั่นเอง 555+ นอกนั้นอีกสองเครื่องได้รับการอัพเดตมาซักพักนึงแล้ว...

สำหรับใครที่อยากดูรีวิวเป็นวีดีโอก็สามารถดูได้ที่นี่เลยครับผม



รีวิวเปรียบเทียบครั้งนี้ ผมจะอ้างอิงตามหัวข้อที่ผมเคยรีวิวมาทั้งหมด และจะบอกในแต่ละหัวข้อว่ารุ่นไหนมีจุดเด่นอะไรบ้าง...ถ้ารีวิวนี้มีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยเพราะเป็นการรีวิวแบบเปรียบเทียบครั้งแรกของผมครับ 555+



กล่องในช่วงหลังๆมามีการออกแบบโดยการเอารูปตัวเครื่องมาใส่ไว้ที่หน้ากล่องทั้ง 3 รุ่นเลย แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ...รูปที่อยู่หน้ากล่องเป็นมือถือสีขาวทั้งหมด แต่...เครื่องที่ผมได้มาทั้ง 3 รุ่น ไม่มีสีขาวเลยแม้แต่เครื่องเดียว 555+



ซึ่งสเปกเครื่องที่ผมได้มาทั้ง 3 รุ่น จะมีขนาดที่ต่างกันออกไป แต่ Redmi Note 8 Pro และ Mi 9 Lite ผมจะได้ Ram 6GB เท่ากัน แต่ความจุต่างกันซึ่งจะมี 64GB และ 128GB ส่วน Redmi Note 8 ผมจะได้เป็นตัวแรม 4GB และ ROM 64GB

ข้อมูลสเปก



ในกล่องของทั้ง 3 รุ่น



อุปกรณ์ภายในกล่องจะให้มาเหมือนๆกันหมด ซึ่งจะมี เคสนิ่ม ถ้าเป็นเครื่องที่เป็นสีสว่างเช่น สีน้ำเงิน สีขาว สีเขียว จะได้เคสนิ่มแบบใส สมุดคู่มือ และใบรับประกัน เข็มจิ้มถาดซิม สายชาร์จ Type C และ หัวชาร์จ Quick Charge 3.0 18W ที่จะให้มาเฉพาะ Redmi Note 8 Pro และ Mi 9 Lite เท่านั้น...ส่วน Redmi Note 8 จะให้เป็นที่ชาร์จธรรมดา แต่ตัวเครื่องรองรับ Quick Charge 3.0 18W เช่นกัน แต่ต้องซื้อหัวชาร์จ Quick Charge 3.0 เพิ่มครับ

เคสของ Redmi Note 8 และ Note 8 Pro มีความแปลกนิดหน่อยคือ เคสมีที่ปิดช่องชาร์จมาให้ด้วย เวลาจะเสียบชาร์จทีต้องคอยแกะออกทุกครั้ง...ซึ่งผมก็คิดว่ามันมีทั้งข้อดีและข้อเสียครับ และหลายคนคงแอบรำคาญ ผมแนะนำให้เอากรรไกมาตัดออกครับ 555+


ภายนอก



และแน่นอนว่ามือถือต่ำกว่าหมื่นในหลายๆรุ่นที่ผมได้จับมาส่วนใหญ่จะเป็นพลาสติกซะส่วนใหญ่ ซึ่ง Redmi Note 8 จะเป็นบอดี้แบบพลาสติก ซึ่งผมมองว่ามันเหมาะสมกับราคาแล้ว ส่วน Redmi Note 8 Pro โครงสร้างภายในจะเป็นโลหะ แต่ภายนอกจะเป็นพลาสติก ซึ่งมันทำให้เครื่องไม่สะสมความร้อนมากเกินไปเหมือนมือถือที่เป็นพลาสติกทั้งเครื่อง...ส่วน Mi 9 Lite ภายนอกภายในเป็นบอดี้โลหะ ซึ่งการจับถือจะต่างจาก 2 รุ่นแบบเห็นได้ชัด



ทั้ง 3 รุ่น มี IR มาให้ และมีรูหูฟัง 3.5 มม. มาให้ครบเลยครับ



ฝาหลังของตัวเครื่อง Redmi Note 8 Pro และ Mi 9 Lite ในสีดำจะไม่มีลวดลายอะไรพิเศษ แต่ Redmi Note 8 สีน้ำเงินที่ผมได้มาจะมีลวดลายที่ฝาหลังด้วย...จะสังเกตุว่าทั้ง 3 รุ่น มีจะไม่มีความเหมือนกันเลย ทั้งนี้ก็แล้วแต่ชอบครับ



แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ Redmi Note 8 Pro และ Mi 9 Lite จะมี NFC มาให้ ส่วน Redmi Note 8 จะไม่มีมาให้ครับ





และความพิเศษอีกอย่างนึงก็คือฝาหลังของ Mi 9 Lite นั้น ตรงโลโก้ Xiaomi จะมีไฟแจ้งเตือนแบบหลายสี สีที่ผมเห็นก็จะมี สีน้ำเงิน สีเขียว สีส้ม สีแดง เป็นต้น ซึ่งน่าจะเป็นหลอดไฟ RGB ที่รวมกันจนเกิดเป็นสีต่างๆได้ ซึ่งส่วนตัวผมชอบมากๆ ;



ถาดใส่ซิมของ Redmi Note 8 Pro และ Mi 9 Lite จะเป็นแบบ Hybrid Slot ที่ช่องซิม 2 จะต้องเลือกว่าจะใส่เมโมรี่การ์ดหรือจะใส่ซิมการ์ด ส่วน Redmi Note 8 จะเป็น Triple Slot ซึ่งสามารถใส่ซิมการ์ดได้ 2 ช่อง และเมโมรี่การ์ดได้อีก 1 ช่อง เพราะฉะนั้น รุ่นที่เป็น Hybrid Slot ผมแนะนำให้เลือกความจุให้เหมาะสมกับการใช้งานก่อนซื้อนะครับผม

หน้าจอ



ด้วยขนาดหน้าจอที่ต่างกัน และประเภทของหน้าจอที่ต่างกัน แต่ทั้ง 3 รุ่นใช้กระจก Gorilla Glass 5 ทั้ง 3 รุ่นเลย หน้าจอของ Redmi Note 8 และ Note 8 Pro จะเป็นหน้าจอ IPS ที่ให้มุมมองในการมองได้กว้างเหมือนๆกันทั้งสองตัว แต่ขนาดหน้าจอของ Redmi Note 8 Pro จะใหญ่ที่สุดใน 3 รุ่นนี้ ซึ่งมีขนาด 6.53 นิ้ว ส่วน Redmi Note 8 มีขนาดหน้าจอ 6.3 นิ้ว และ Mi 9 Lite มีขนาดหน้าจอ 6.39 นิ้ว และมีความละเอียดอยู่ที่ Full HD+ 2340 x 1080 พิกเซล อัตราส่วน 19.5:9 เหมือนกันทั้ง 3 รุ่น



และ Mi 9 Lite จะเป็นรุ่นเดียวใน 3 รุ่นที่ใช้จอ AMOLED และมีสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอมาให้ด้วย ซึ่งหน้าจอ AMOLED เป็นส่วนสำคัญที่อาจจะทำให้หลายคนลังเล เพราะจอ AMOLED ให้สีสันที่ดีกว่า และสู้แสงได้ดีกว่า และให้อรรถรสในการเล่นเกมส์หรือวีดีโอได้ดีกว่าจอ IPS ใน Redmi Note 8 และ Note 8 Pro แบบเห็นได้ชัด…ยังไงก็ลองพิจารณาข้อนี้กันด้วยนะครับ



และแน่นอนว่า จอ AMOLED นั้น สามารถใช้งานกลางแดดได้ดีกว่าจอประเภทอื่น...ในรูปผมได้ปรับแสงจนสุดแล้วทุกเครื่องแล้วครับ...เห็นความต่างชัดเจนเลยใช่มั้ยครับ



ส่วนหน้าจอของ Redmi Note 8 Pro เท่าที่ผมสังเกตมา เมื่อต้องแสดงผลสีดำ ผมรู้สึกว่าหน้าจอมันจะมีแสงสีขาวลอดมามากกว่า Redmi Note 8 แต่เมื่อเทียบกันจริงๆแล้วผมก็พบว่าหน้าจอของ Redmi Note 8 Pro โดยรวมสว่างกว่า Redmi Note 8 นิดหน่อยเลยอาจจะเป็นเหตุผลที่เวลาแสดงสีดำแล้วรู้สึกจอจะมีแสงสีขาวลอดออกมาเยอะกว่า? และหน้าจอจะดูอมฟ้ามากกว่าทั้ง 2 รุ่น และเหมือนจะมีการปรับความคมมากจนเกินไป ทำให้การดูวีดีโอรู้สึกเส้นขอบมันคมจนเกินไป

ผมกลับรู้สึกชอบหน้าจอของ Redmi Note 8 และ Mi 9 Lite ที่สีดูใกล้เคียงกันและเป็นธรรมชาติมากกว่า และ Redmi Note 8 จะมีขอบล่างที่ค่อนข้างหนากว่าอีก 2 รุ่นแบบเห็นได้ชัด


แบตเตอรี่และการชาร์จ



ในการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง ในการใช้งานโดยทั่วไปของผม Mi 9 Lite และ Redmi Note 8 จะใช้งานได้ประมาณ 11-13 ชั่วโมงโดยเฉลี่ย ส่วน Redmi Note 8 Pro ด้วยแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดใน 3 รุ่นนี้ ผมสามารถใช้งานได้ประมาณ 13-15 ชั่วโมง และบางครั้งสามารถลากไปได้ถึง 17 ชั่วโมงกันเลยทีเดียว



สำหรับการทดสอบการชาร์จแบตเตอรี่กลับ ตั้งแต่ 0-100% ใน Redmi Note 8 Pro ภายใน 1 ชั่วโมงสามารถชาร์จได้ 78% และชาร์จเต็ม 100% ด้วยเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 45 นาทีเท่านั้น ส่วน Redmi Note 8 และ Mi 9 Lite ภายใน 1 ชั่วโมงสามารถชาร์จได้ 96-98% และชาร์จเต็มด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 45-50 นาทีเท่านั้น
***การทดสอบการชาร์จของผมทดสอบในห้องแอร์เพื่อให้ผลทดสอบออกมาตามสเปกที่ระบุไว้***

และหัวชาร์จของ Redmi Note 8 Pro และ Mi 9 Lite จะให้มาเป็น Quick Charge 3.0 จ่ายไฟสูงสุดที่ 18W มาให้ในกล่องเลย แต่สำหรับ Redmi Note 8 นั้นตัวเครื่องรองรับ Quick Charge 3.0 18W เช่นกัน แต่ต้องซื้อหัวชาร์จ Quick Charge 3.0 เพิ่มครับ ในกล่องจะให้ที่ชาร์จธรรมดามา

ปลดล็อคด้วยลายนิ้วมือและปลดล็อคด้วยใบหน้า



ทั้ง 3 รุ่น มีระบบปลดล็อคด้วยลายนิ้วมือ และทุกตัวสามารถทำงานได้รวดเร็วไม่แพ้กัน แต่ Mi 9 Lite สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจออาจจะมีบ้างที่สแกนไม่ติดบ้าง แต่น้อยครั้งมากครับ



ส่วนการปลดล็อคด้วยใบหน้าก็ทำได้ดีทั้ง 3 รุ่นซึ่งผมแทบไม่ต้องใช้สแกนลายนิ้วมือเลย...แต่อาจจะมีสแกนติดขัดบ้างในที่มืด


กล้อง



ส่วนนี้ผมขออธิบายเรื่องกล้องให้ฟังกันยาวนิดนึงครับ ถ้าใครไม่สนใจข้ามส่วนนี้ไปได้เลยครับ...ด้วยความที่ ทั้ง 3 รุ่นนี้ ใช้เซ็นเซอร์กล้องที่ต่างกันทั้ง 3 รุ่น แต่มี 2 รุ่นที่มีพิกเซลเหมือนกัน และมีรุ่นที่พิกเซลมากกว่า จึงต้องมีการเปรียบเทียบกันซักหน่อย...แต่ในหัวข้อนี้ผมจะไม่ค่อยพูดถึงโหมดต่างๆที่แต่ละรุ่นมี แต่ผมจะขอพูดโดยรวมของกล้องทั้ง 3 รุ่นนี้ให้ฟังครับ ว่าแต่ละตัวมันเป็นอย่างไร และมีอะไรเด่นบ้าง



เริ่มจากกล้องหลัก Redmi Note 8 ก่อนเลย Redmi Note 8 ใช้เซ็นเซอร์ 48 ล้านพิกเซล ของ Samsung รุ่น GM1 ซึ่งเคยอยู่ใน Redmi Note 7 มาก่อนซึ่งผมมองว่าสิ่งที่มันดีกว่า Redmi Note 7 ก็คงเป็นเรื่องซอฟแวร์ที่น่าจะมีการปรับปรุงให้ทำได้ดีกว่าเดิม แต่ส่วนตัวผมก็มองว่ามันมีความต่างกับ Redmi Note 7 ไม่มากนัก...แต่ด้วยเซ็นเซอร์ 48 ล้านพิกเซลที่มาอยู่ในมือถือราคาเท่านี้ผมก็ถือว่าทำได้ดีกว่ารุ่นอื่นๆที่ราคาใกล้เคียงกันแล้วครับ



ต่อมาเป็นกล้องหลักของ Redmi Note 8 Pro กันต่อ...Redmi Note 8 Pro ใช้เซ็นเซอร์ใหม่ของ Samsung รุ่น GW1 ขนาด 64 ล้านพิกเซล ถ้าเทียบกับ GM1 แล้ว ดีขึ้นกว่า GM1 แบบเห็นได้ชัด แต่เท่าที่ผมสังเกตมา มันก็ยังสู้ Sony IMX582 หรือ IMX 586 ไม่ได้ “ในบางเรื่องเท่านั้น”...ในเรื่องของความละเอียด ถ้าถ่ายในโหมดออโต้ธรรมดา พิกเซลจะถูกหาร 4 ทำให้เหลือเพียง 16 ล้านพิกเซล ซึ่งทำให้การถ่ายภาพในโหมดออโต้หรือเปิด Ai จะมีความละเอียดมากกว่ากล้อง 48 ล้านพิกเซลที่ถูกหาร 4 แล้วเหลือ 12 ล้านพิกเซลอยู่แล้ว...ในส่วนนี้ 64 ล้านพิกเซลจะได้เปรียบกว่าในเรื่องของความละเอียดที่ Redmi Note 8 Pro จะให้รายละเอียดได้ดีกว่า และสามารถนำภาพ JPEG ไปแต่งต่อได้ดีกว่าขนาด 12 ล้านพิกเซลแน่นอน



และสุดท้ายเป็นกล้องหลักของ Mi 9 Lite ในสเปกบอกว่าใช้เซ็นเซอร์กล้อง Sony IMX586 ขนาด 48 ล้านพิกเซล เมื่อเทียบ 48 ล้านพิกเซลของ Samsung GM1 ผมบอกเลยว่า พิกเซลเท่ากันก็จริง แต่ประสิทธิภาพ หรือรายละเอียดต่างกันพอสมควรครับ...ส่วนตัวผมมองในเรื่องของราคาตัวเครื่องที่ต่างกันด้วยครับประสิทธิภาพต่อราคาก็อาจจะต่างกันเป็นธรรมดา...แต่เมื่อผมลองเทียบกับ GW1 ที่มีขนาด 64 ล้านพิกเซล และ GM1 ขนาด 48 ล้านพิกเซล ผมลองถ่ายที่ความละเอียดสูงสุดในสถานที่เดียวกันสภาพแสงแสงที่สว่างเหมือนกัน

ในรูปโดยรวม 3รุ่นนี้อาจจะทำได้ดีเหมือนๆกัน





แต่เมื่อลองซูมดูเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างก็พบว่ากล้อง 48 ล้านพิกเซล ของ Redmi Note 8 จะสูญเสียรายละเอียดไปพอสมควร และ 64 ล้านพิกเซล ของ Redmi Note 8 Pro ก็ทำได้ดีเช่นกัน แต่เมื่อเทียบกับ 48 ล้านพิกเซล ของ Mi 9 Lite แล้วในภาพรวม และเรื่องของรายละเอียดในส่วนต่างๆ 48 ล้านพิกเซลของ Mi 9 Lite จะทำได้กีกว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น...ด้วยความที่เซ็นเซอร์คนละยี่ห้อกัน โทนสีหรือโทนภาพอาจจะมีความแตกต่างไปบ้าง...แต่ถ้าให้ผมมองภาพรวมผมขอยกให้ 48 ล้านพิกเซล ของ Mi 9 Lite เป็นกล้องที่ทำภาพรวมออกมาได้ดีที่สุดใน 3 รุ่นนี้ครับ







แต่ละตัวภาพรวมทำออกมาได้ดีครับ แต่ผมก็จะรู้สึกว่า Redmi Note 8 อาจจะมีการ Process ภาพด้วยซอฟแวร์มากเกินไปจนทำให้ผมรู้สึกว่า บางภาพมันดูด่างๆแบบสังเกตได้ว่าซอฟแวร์มีการทำ HDR ภาพมากจนเกินไป





ส่วนภาพถ่ายในโหมดภาพบุคคล ซึ่งผมได้มีโอกาสได้ลองไปถ่ายกับนางแบบ ผมบอกเลยว่าซอฟแวร์รุ่นใหม่ๆ เก็บขอบได้เนียนมากๆ

ต่อมา ทั้ง 3 รุ่น มีกล้องเลนส์ Ultra Wide ซึ่งจะมีความละเอียดเท่ากันหมดทุกรุ่นก็คือ 8 ล้านพิกเซล แต่ผมไม่รู้ว่าใช้เซ็นเซอร์ของยี่ห้ออะไรบ้างนะครับ แต่ทุกตัวมีค่า f/2.2 เท่ากันทั้ง 3 รุ่น





ในรูปโดยรวมอาจจะดูว่าก็ทำได้ดีเหมือนกัน แต่ในรายละเอียดเมื่อซูมเข้าไปแล้วใน 3 ตัวนี้ จากการใช้งานจริงของผม ผมว่า Mi 9 Lite ทำได้ดีที่สุดในเรื่องความละเอียดแต่สีอาจจะไม่ค่อยตรงเหมือนตาเห็นซักเท่าไหร่ ต่อมาก็จะเป็น Redmi Note 8 Pro ที่ผมมองว่าซอฟแวร์มีการเร่งความคมมากเกินไปจนดูไม่เป็นธรรมชาติ แต่ก็ให้สีโดยรวมได้ดี และท้ายสุดเป็น Redmi Note 8 ที่ดูแล้วสีสันอาจจะน้อยกว่าเพื่อน และก็รายละเอียดน้อยกว่าตัวอื่นนิดหน่อย ซึ่งผมมองว่าน่าจะเป็นเรื่องของซอฟแวร์มากกว่า

การถ่ายภาพในที่มืดสนิด ทั้ง 3 รุ่นนี้มีสเปกกล้องที่ต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้ก็ออกมาต่างกันด้วย



จะสังเกตว่าภาพรวมของ ในแต่ละรุ่น ISO สูงสุดที่กล้องทำได้ก็ต่างกันเช่นกัน อย่าง Redmi Note 8 ISO สูงสุดอยู่ที่ 9600 Redmi Note 8 Pro ISO สูงสุดอยู่ที่ 25600 และ Mi 9 Lite ISO สูงสุดอยู่ที่ 51200 ซึ่งผลลลัพธ์ของภาพก็จะออกมาประมาณนี้



ส่วน Mi 9 Lite ที่ ISO สูงสุดที่ 51200 ก็ถือว่าทำได้ดีแต่ภาพรวมอาจจะติดม่วงไปซักนิด แต่สิ่งที่แลกมาคือความละเอียด ที่ทำออกมาได้ดีกว่า 64 ล้านพิกเซลซะอีก น้อยซ์เป็นน้อยซ์ละเอียดจึงทำให้เห็นรายละเอียดค่อนข้างมาก ส่วน Redmi Note 8 ให้ภาพที่ดูสว่างที่สุด รายละเอียดทำได้ดีกว่า Mi 9 Lite นิดหน่อย แต่อย่าลืมว่า ISO สูงสุดแค่ 9600 เท่านั้น และเสียดายที่ภาพติดม่วงมากกว่า Mi 9 Lite ซะอีก...ส่วน Redmi Note 8 Pro จะทำได้ดีกว่าในเรื่องของความดำที่ดำสนิดที่สุด น้อยซ์ ดูเนียนตาที่สุด แต่กลับเสียรายละเอียดไปพอสมควร อาจจะเป็นเพราะซอฟแวร์ที่ลบน้อยซ์มากไปจนทำให้เสียรายละเอียดไป...แต่ผมก็ถือว่าภาพรวมทำออกมาได้ดีนะครับ เพราะภาพเราสามารถเอาไปแต่งต่อได้ง่ายกว่า Mi 9 Lite และ Redmi Note 8 ที่มีความละเอียดมากกว่า แต่ติดม่วงมากเกินไป...







แต่ถ้าเป็นการถ่ายภาพในเวลากลางคืนที่มีแสงตามสถานที่ต่างๆ Redmi Note 8 Pro จะได้เปรียบในเรื่องของความละเอียดที่เห็นได้ชัดเจนกว่า และที่สำคัญคือโทนสีของภาพทำออกมาได้ใกล้เคียงกับตาเห็นมากกว่า Mi 9 Lite และ Redmi Note 8 Pro



กล้องเลนส์ Macro มีเฉพาะ Redmi Note 8 และ Note 8 Pro และผมว่าได้สเปกกล้องตัวเดียวกัน แต่ภาพที่ออกมาต่างกันอีกแล้ว โดย Redmi Note 8 Pro จะทำได้ดีกว่าในเรื่องของสีสันที่ตรงกับตาเห็นมากกว่า แต่ Redmi Note 8 เห็นรายละเอียดมากกว่าก็จริง แต่น้อยซ์ก็เยอะมากเช่นกัน



ใน 2-3 หัวข้อที่ผ่านมาผมสังเกตว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ส่วนตัวผมมองว่า 64 ล้านพิกเซลของ Redmi Note 8 Pro น่าจะรีดประสิทธิภาพออกมาได้มากกว่านี้...
ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากซอฟแวร์ที่ถูกจำกัดมาแค่นี้

วีดีโอ



ทั้ง 3 รุ่น รองรับการถ่ายวีดีโอ 4K 30FPS ได้ และกันสั่น EIS ทำงานสูงสุดที่ Full HD 30FPS ทั้ง 3 รุ่น แต่สิ่งที่ผมสังเกตคือ Redmi Note 8 คุณภาพของวีดีโอจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่...คือถ่ายออกมาแล้วดูไม่ค่อยชัด ในการถ่ายทั้ง Full HD และ 4K แต่พอเป็น Redmi Note 8 Pro ถ่าย Full HD อาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ 4K กลับทำได้ดีขึ้น...ส่วน Mi 9 Lite จะถ่ายออกมาดูดี ทั้ง Full HD และ 4K ดูคมชัด น้อยซ์ไม่ค่อยมี



เพราะฉะนั้น ในเรื่องของวีดีโอ ผมขอฟันธงเลยว่า Mi 9 Lite ทำงานวีดีโอได้ดีที่สุดใน 3 รุ่นนี้ครับ

กล้องหน้า



สำหรับกล้องหน้าคุณภาพก็จะเรียงตามลำดับพิกเซลเลย โดยที่ Mi 9 Lite จะมีความละเอียดสูงสุดที่ 32 ล้านพิกเซล Redmi Note 8 Pro ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล และ Redmi Note 8 มีความละเอียด 13 ล้านพิกเซล

ซึ่งโดยรวม ผมชอบรูปที่ถ่ายจาก Mi 9 Lite มากกว่า ในเรื่องของสีสันและการทำ HDR ที่ทำออกมาได้ดีกว่าอีก 2 รุ่น แต่ก็เหมือนกล้องหน้า Mi 9 Lite จะมีระยะโฟกัสไกลไปซักหน่อยทำให้เวลาถ่ายในระยะใกล้ หน้าอาจจะเบลอได้...ส่วน Redmi Note 8 Pro ก็ทำได้ดีเช่นกัน ในเรื่องของความคมชัดที่ชัดไม่แพ้ Mi 9 Lite แต่จะมีน้อยซ์เยอะไปซักหน่อย และมีระยะโฟกัสที่ใกล้กว่า Mi 9 Lite ทำให้หน้าไม่เบลอในระยะการถ่ายที่เท่ากับ Mi 9 Lite…ส่วน Redmi Note 8 เท่าที่ผมมอง กล้องหน้า น่าจะเหมือนกับ Redmi Note 7 เพราะฉะนั้นผม “ไม่อยากให้คาดหวังมากเกินไป” ด้วยเราคาเท่านี้ ทำได้ขนาดนี้ผมถือว่าทำได้ตามราคาครับ

เกมส์



เรื่องเกมส์ผมขอไม่ลงรายละเอียดมากนะครับ เพราะมันอาจจะยาวจนเกินไป 555+ ผมเลยขอพูดถึงแค่เกมส์เดียวก็คือ Call Of Duty Mobile ส่วนตัวผมมองว่าเป็นเกมส์ที่กราฟฟิกไม่ได้หนักเหมือน PUBG Mobile ทำให้มือถือสเปกกลางๆสามารถเล่น Call Of Duty Mobile ได้ค่อนข้างลื่นเลยทีเดียว





Redmi Note 8 เกมส์ Call Of Duty Mobile สามารถปรับกริฟฟิกได้สูงสุดที่ Very High และเฟรมเรทสูงสุดที่ Very High แต่ถ้าอยากเล่นลื่นๆหน่อยก็จะสามารถปรับกราฟฟิกเป็น High และเฟรมเรทเป็น Max ซึ่งเท่าที่ผมเล่นมาก็ค่อนข้างจะลื่น...ส่วนเรื่องความร้อนก็จะร้อนเฉพาะจุดเพราะตัวเครื่องเป็นพลาสติก แต่ก็ไม่ถึงกับร้อนมาก





ส่วน Redmi Note 8 Pro เกมส์ Call Of Duty Mobile สามารถปรับกราฟฟิกได้สูงสุดที่ Very High แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือ สามารถปรับเฟรมเรทได้ที่ High เท่านั้น และไม่ว่าจะปรับกราฟฟิกให้ต่ำไปมากกว่านี้ เฟรมเรทสูงสุดก็ยังคงอยู่ที่ High เท่านั้น...เพราะฉะนั้น การเล่นเกมส์ Call Of Duty Mobile กับ Redmi Note 8 Pro ตอนนี้ อาจจะยังไม่ลื่นซักเท่าไหร่...ส่วนตัวผมมองว่าน่าจะเกี่ยวกับตัวเกมส์หรือผู้พัฒนาเกมส์อาจจะยังไม่ได้อัพเดตให้ใช้กับซีพียูตัวนี้ “ก็อาจจะเป็นไปได้” ส่วนเรื่องความร้อนก็ไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่ไม่ถึงกับร้อนมากเมื่อเล่นต่อเนื่องนานๆ อาจจะเป็นเพราะปรับเฟรมเรทได้แค่ระดับ High เท่านั้น





และ Mi 9 Lite เกมส์ Call Of Duty Mobile สามารถปรับกราฟฟิกสูงสุดที่ Very High และปรับเฟรมเรทได้สูงสุดที่ Very High ส่วนถ้าใครอยากเล่นให้ลื่นกว่านี้ก็สามารถปรับกราฟฟิกเป็น High และปรับเฟรมเรทเป็น Max ได้ และค่อนข้างจะลื่นเลยทีเดียว...และแน่นอนว่าความร้อนที่ออกมาค่อนข้างร้อนมากเพราะปรับเฟรมเรท Max ถึง Mi 9 Lite จะไม่มีระบบระบายความร้อนและบอดี้เป็นโลหะ แต่ผมก็สังเกตว่ามันไม่ได้กระทบกับเฟรมเรทเท่าไหร่นัก แค่รู้สึกร้อนมือเท่านั้นเอง

Youtube





สำหรับ Youtube ทั้ง Redmi Note 8 Pro และ Mi 9 Lite สามารถดูได้ที่ความละเอียดสูงสุดที่ Full HD 60FPS HDR ส่วน Redmi Note 8 สามารถดูได้แค่ Full HD 60FPS

Netflix



ส่วนคอหนังที่ชอบดู Netflix อาจจะต้องผิดหวังกับ Redmi Note 8 Pro ที่ไม่สามารถดูแบบ HD ได้...



ทั้งที่ Redmi Note 8 Pro รองรับ Security Level L1 เหมือนกันทั้ง 3 รุ่น....



เพราะฉะนั้น Redmi Note 8 และ Mi 9 Lite สามารถดู Netflix แบบ HD ได้โดยไม่ติดขัดอะไร...ผมเลยตั้งข้อสงสัยอีกว่าที่ Redmi Note 8 Pro ดู HD ไม่ได้ เป็นเพราะแอพยังไม่อัพเดตให้รองรับกับ CPU อีกหรือเปล่า?

ฟังเพลง



สำหรับสายฟังเพลง ทั้ง Redmi Note 8 และ Mi 9 Lite เท่าที่ผมลองฟังเพลงจากช่อง 3.5 เหมือน 2 รุ่นนี้จะมีชิพเสียง เพราะเสียงดังกว่าปกติ และดูมีมิติกว่า...อาจจะเป็นผลมาจากการใช้ซีพียู Snapdragon?



แต่สำหรับ Redmi Note 8 Pro ที่ผมทดสอบมา เสียงที่ออกจากช่องหูฟังจะเบากว่าอีก 2 รุ่น ซึ่งถ้าเป็นคนไม่ฟังเพลงเสียงดัง ก็ถือว่าฟังได้ปกติดครับ...แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกสำหรับใครที่สนใจ Redmi Note 8 Pro ที่เป็นสายฟังเพลงด้วย Dac Type C จากที่ผมลองใช้ Dac Hidiz Sonata HD พบว่าเวลาเสียบใช้งานแล้วเสียงที่ออกมานั้นเบากว่าช่อง 3.5 ซะอีก!!! ผมงงมากครับ ปกติเอา Dac Type C ตัวนี้ไปเสียบช่อง Type C ที่ไหน ต้องได้เสียงที่ดังกว่าปกติและคุณภาพเสียงต้องเหมือนกันทุกเครื่อง แต่ Redmi Note 8 Pro ทำไมถึงเป็นแบบนี้ 555+

เอาเป็นว่าสายฟังเพลงก็พิจารณากันซักนิดนึงนะครับผม 555+

ลำโพง



ลำโพงตัวเครื่อง ตามสเปกบอกว่า Redmi Note 8 และ Redmi Note 8 Pro ได้ลำโพงอัลตร้าลิเนียร์ 1217 แต่ผมไม่แน่ใจว่ามีส่วนประกอบไหนที่ต่างกันอีกมั้ย เพราะเสียงที่ได้ต่างกันแบบเห็นได้ชัดครับ ซึ่ง ใน 3 รุ่นนี้ Redmi Note 8 เสียงลำโพงดีที่สุด ใกล้เคียงกับ Mi 9 เลยทีเดียว ซึ่งเสียงเบสเสียงกลางของลำโพงตัวนี้ค่อนข้างจะเด่น และเสียงที่ออกมาดังชัดเจน เสียงแหลมก็ออกมาพอดี ไม่แหลมเกินไป แต่ถ้าเปิดดังจนสุดบางครั้งลำโพงก็อาจจะพล่าได้บ้าง แนะนำให้เปิดระดับเสียงแค่เกือบสุดก็พอ



ส่วนลำโพงของ Redmi Note 8 Pro นั้นถึงในสเปกจะบอกว่าใช้ลำโพงประเภทเดียวกับ Redmi Note 8 ก็จริง แต่เสียงที่ได้กับดรอปลงกว่า Redmi Note 8 อย่างเห็นได้ชัด ทั้งเรื่องเสียงกลางและความดังที่ลดลง และเป็นเหมือนกันคือเปิดดังสุดในบางครั้งลำโพงก็พล่าเช่นกัน แนะนำให้เปิดระดับเสียงเกือบสุดเช่นเดียวกัน

ส่วน Mi 9 Lite ลำโพงไม่ได้มีสเปกอะไรพิเศษ และเสียงกลางไม่เด่น และเสียงเบากว่า Redmi Note 8 Pro ซะอีก แต่พอเปิดเสียงดังสุดแล้วไม่มีอาการพล่าเกิดขึ้น สามารถเปิดเสียงได้จนสุด

การโทร



ทั้ง 3 รุ่น รองรับ VoLTE และ 4G Dual Stanby และทั้ง 3 รุ่น รองรับการจับคลื่นสูงสุดที่ 2CA **ทดสอบกับซิม AIS***

เมนูโทรออก ข้อความ และ รายชื่อ



และแน่นอนว่า Xiaomi ช่วงหลังๆมานี้ แอพพื้นฐานอย่างแอพโทรออก ข้อความและรายชื่อ จะใช้ของ Google ทั้งหมด...และสิ่งที่ตามมาก็คือ ไม่มีฟีเจอร์บันทึกเสียงขณะสนทนา อาจจะต้องโหลดแอพบันทึกเสียงเพิ่มเติม ซึ่งผมมองว่าหลายคนยังคงต้องใช้ฟีเจอร์นี้อยู่...




Antutu ตอนนี้จะเป็น Antutu V.8 ส่งผลให้คะแนนที่ทดสอบสูงขึ้นกว่าเวอร์ชันเก่าๆ และแน่นอนว่าคะแนนก็ไม่ใช่สิ่งที่จะตัดสินว่ามือถือรุ่นนี้เร็วและแรงที่สุดนะครับ ^^

Sensor box



เซ็นเซอร์พื้นฐานก็ให้มาครบหมด

GPS



จากที่ผมทดสอบมาทั้ง 3 รุ่น ไม่มีอาการ GPS เพี้ยนแบบว่านำทางอยู่แล้วดีดไปอีกเส้นทางไม่เจอเลยครับ GPS ค่อนข้างแม่นยำอยู่ครับ

สรุป



เป็นอย่างไรกันบ้างกับรีวิวเทียบ 3 รุ่น ผู้อ่านหลายคนคงเห็นสิ่งที่แตกต่างกันในแต่ละรุ่นแล้วใช่มั้ยครับว่าแต่ละรุ่นมีจุดเด่นอะไรกันบ้าง และรุ่นไหนทำอะไรได้และไม่ได้บ้าง...ข้อมูลบางอย่างผมอาจจะลืมพูดไปบ้าง ยังไงก็ขออภัยด้วยนะครับ



สำหรับ Redmi Note 8 ส่วนตัวผมไม่ค่อยเห็นความแตกต่างจาก Redmi Note 7 ซักเท่าไหร่ ด้วยกล้องที่ใช้เซ็นเซอร์ตัวเดียวกัน...และกล้องที่เพิ่มขึ้นมาและซีพียูที่เปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่กว่าที่กินไฟน้อยกว่าและร้อนน้อยกว่า นอกนั้นส่วนตัวผมยังไม่เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนเหมือนตอน Redmi Note 6 Pro ข้ามมาเป็น Redmi Note 7



ผมเองคิดว่าใน Redmi Note รุ่นต่อไปเราอาจจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนกว่านี้ก็ได้ กล้องโดยรวมผมถือว่าทำได้ดี และมีเลนส์ครบระยะมาให้ถ่าย แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้เช้าถึงเย็นโดยที่ไม่ต้องพกที่ชาร์จ และถ้าใครมอง Redmi Note 8 ไว้เป็นมือถือเครื่องสำรองผมถือว่า โอเคมากเลยครับ แค่แอบเสียดายที่ไม่ให้ที่ชาร์จ Quick Charge 3.0 18W มาให้ในกล่องแค่นั้นเอง ;



สำหรับ Redmi Note 8 Pro เรื่องซีพียูที่เป็นของ Mediatek หลายคนอาจจะไม่โอเค แต่ถ้าใครที่กำลังมองหามือถือที่เล่นเกมส์ได้ดีในราคาไม่เกิน 8 พัน ผมก็ยังแนะนำตัวนี้...แต่ถ้าจะให้มันดีครบเครื่องทุกอย่างก็คงไม่ได้...มือถือแต่ละตัวก็มีจุดเด่นที่ต่างกัน ก็คิดซะว่า Redmi Note 8 Pro เก่งเรื่องเกมส์ แต่เรื่องอื่นก็พอทำได้ โดยเฉพาะเรื่องกล้อง ที่กล้องหลัก 64 ล้านพิกเซล ผมถือว่าทำได้ดีเกินราคามากๆ



ส่วนกล้องเลนส์ Ultra Wide อาจจะทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ใน 3 รุ่นนี้ และ Netflix ที่ไม่สามารถดู HD ผมไม่แน่ใจว่าในอนาคตจะมีอัพเดตให้มั้ย ก็ต้องรอดูกันไป แบตเตอรี่ 4500 มิลแอมป์ที่ให้มาเยอะกว่าอีก 2 รุ่น ก็ทำให้เราใช้งานเครื่องได้นานกว่า (ถ้าไม่เล่นเกมส์)...เพราะฉะนั้นลองพิจารณาดูว่าเราใช้งานแบบไหนก็เลือกมือถือให้ตรงกับจุดประสงค์เรานะครับ ^^;



และ Mi 9 Lite เป็นมือถือที่กลางๆไปซะทุกเรื่อง ทำได้ทุกอย่างแต่ไม่ดีที่สุด...และส่วนตัวผมชอบ Mi 9 Lite และใช้เป็นเครื่องหลักนานกว่า Redmi Note 8 และ Note 8 Pro ซะอีก



ที่ผมชอบคงเป็นเรื่องบอดี้ที่เป็นโลหะ หน้าจอ AMOLED สแกนนิ้วบนหน้าจอ และกล้องหลังที่เป็นเซ็นเซอร์ของ Sony IMX ที่ผมมองว่าโดยรวมทำออกมาได้ดีกว่า Redmi Note 8 Pro ในบางเรื่องซะอีก...และด้วยราคาขายที่เปิดตัวมาเท่ากันอีก ทำให้หลายคนลังเล...ผมขอสรุปเลยว่าสายเกมส์ไป Redmi Note 8 Pro แต่ถ้าไม่ค่อยได้เล่นเกมส์ เน้นสายบันเทิง ชอบดูหนัง ดู Youtube จอ AMOLED ของ Mi 9 Lite ฟินกว่าแน่นอนครับ 555+



รีวิวนี้เป็นรีวิวที่ค่อนข้างจะยาวอีกเช่นเคย แต่ผมก็อยากให้ผู้อ่านทุกคนได้รู้ข้อมูลและได้ข้อเปรียบเทียบก่อนจะตัดสินใจซื้อครับ เพราะถ้าเป็นผม ผมเองก็คงไม่มึเงินที่จะซื้อมาลองใช้แล้วมานั่งตอบคำถามตัวเองว่าตัวไหนดี...ใช่มั้ยครับ ยังไงผมก็หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับใครหลายๆคนนะครับ...ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยนะครับ สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ _/\_


ภาพตัวอย่างที่ผ่านการปรับแต่ง

























2019-12-06 09:55:09
Favorites56 RateRate

Advanced Bunny

Vorapoat | from Mi 9T

#1

ละเอียดครบถ้วนดีมากครับ
2019-12-06 11:54:55

Semi Pro Bunny

1862166627 | from Redmi Note 7

#2

หลังจากดูคลิ๊ปวีดีโอนี้แล้ว ตัดสินใจเลย mi9 Lite
2019-12-06 12:53:31
สุดยอดขรับ
2019-12-06 15:32:45

Rookie Bunny

6151024870 | from MI 8 Lite

#4

เห็นแล้วอยากจัดอีกสักเครื่อง555
2019-12-06 15:48:15

Master Bunny

lop w. | from Redmi Note 6 Pro

#5

รีวิวเยี่ยม
2019-12-06 18:07:47

Pro Bunny

ดวง1846955783 | from Redmi Note 8

#6

ผมใช้ redmi note 8 แต่ผมเทใจให้มี 9 lite
2019-12-06 18:55:46

Semi Pro Bunny

Pom Na Khon | from Mi MIX 3

#7

แจ่มครับ
2019-12-06 19:29:04

Moderador

Navysri | from Redmi Note 8 Pro

#8

รีวิวได้ยอดเยี่ยมมากครับ
2019-12-06 20:12:43

Advanced Bunny

Patchara P. | from Redmi Note 7

#9

mi 9 lite กับ mi 9 t pro เทียบกันได้ไหมค่ะ กำลังตัดสินใจซื้อ mi 9 t pro ค่ะ
2019-12-06 22:24:29

Semi Pro Bunny

seang | from app

#10

เยี่ยม
2019-12-06 23:07:31
please sign in to reply.
Sign In Sign Up

TaE36

Moderador

  • Followers

    548

  • Threads

    34

  • Replies

    278

  • Points

    1118

Newbie Member
Best thread club
Halloween
Throw Back with Mi 2018
Redmi Note 7 into space
Mi Pop SE
80K Medal

Read moreGet new
Copyright©2010-2020 Xiaomi.com, All Rights Reserved
Content Policy
Quick Reply To Top Return to the list