In order to fulfill the basic functions of our service, the user hereby agrees to allow Xiaomi to collect, process and use personal information which shall include but not be limited to written threads, pictures, comments, replies in the Mi Community, and relevant data types listed in Xiaomi's Private Policy. By selecting "Agree", you agree to Xiaomi's Private Policy and Content Policy .
Agree

Mi 9T

[รีวิว] รีวิว Xiaomi Mi 9T หรือ Redmi K20 เปลี่ยนชื่อ? จอเต็ม ไร้ติ่ง กล้องป๊อปอัพ?

2019-07-16 03:35:15
4467 67





สวัสดีครับ เจอกับผม เต้ อีกแล้วนะครับ วันนี้ก็จะมารีวิว Xiaomi Mi 9T ให้ได้อ่านได้ชมกันนะครับ Mi 9T เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา และผมก็ได้เครื่องมารีวิววันนั้นเลย วันที่ผมเริ่มเขียนรีวิวคือวันที่ 14 กรกฎาคม 2562 ผมก็ได้ใช้ Mi 9T เป็นเครื่องหลักตั้งแต่คืนวันที่ 9 เลยครับ

สำหรับ Xiaomi Mi 9T นั้น ถ้าผมเดาไม่ผิด ก็จะมีแค่ประเทศไทย หรือแค่บางประเทศเท่านั้นที่ใช้ชื่อ Xiaomi Mi 9T ซึ่งจริงๆแล้ว มันคือ Redmi K20 ที่จับมาเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนสัญชาติ ซึ่งถ้าให้ผมมอง ผมมองว่า แบรนด์ Redmi ในประเทศไทย อาจจะยังไม่ติดหูเท่าไหร่ เลยยอมเปลี่ยนเป็น Xiaomi ที่รู้สึกคุ้นหูมากกว่า Redmi ก็อาจจะเป็นได้ครับ



Mi 9T นั้น หลายๆคนอาจจะมองว่า ออกมาแบบนี้ ราคาแบบนี้ แล้ว Mi 9 SE หละ? สำหรับผม ผมอยากให้มองข้าม Mi 9 SE ไปก่อน เพราะผมเชื่อว่า หลายๆคน รอ Mi 9T กันมานานจนบางคนต้องไปจัดเครื่องหิ้วกันมาก่อนเลย 555+ แล้ว Mi 9T ออกมาในราคาที่เท่ากับ Mi 9 SE แถมสเปกดีกว่าอีก... แต่ถ้าสำหรับใครหลายๆคนที่อยากได้มือถือจอเล็กๆอย่าง Mi 9SE ก็ไม่ว่ากันนะครับ แต่ Mi 9T ก็ถือว่าเป็นมือถือที่สเปกค่อนข้างจะดีเลยก็ว่าได้ ในราคาเริ่มต้นที่ 11,990 – 12,990 บาท สำหรับใครที่รอ Redmi K20 Pro ตอนนี้ผมก็ไม่ทราบว่าในประเทศไทยจะนำเข้ามาขายในชื่อ Mi 9T Pro หรือไม่ เพราะถ้ามาจริงๆก็จะชนกับ Mi 9 อีก  แต่ถ้าคิดอีกแง่นึง Mi 9 ก็ออกมาพักใหญ่แล้ว และไม่ค่อยได้รับความสนใจมากเท่าที่ควร จากที่ผมสังเกตมา และใช้เองด้วย(เครื่องหลักก่อนจะย้ายมาใช้เครื่องรีวิว เป็น Mi 9) แต่ก็อาจจะมีลุ้นว่า Redmi K20 Pro หรือ Mi 9T Pro อาจจะเข้ามาทำตลาดก็เป็นไปได้ครับ...ระหว่างรอประเทศไทยรองรับ 5G แบบเต็มรูปแบบ

เกริ่นกันมาพอสมควรแล้ว เชิญอ่านกันได้เลยนะครับ ส่วนใครที่อยากดูเป็นวีดีโอก็ตามลิ้งค์ด้านล่างนี้ได้เลยนะครับ ถ้ารีวิวนี้มีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยนะครับ จะได้แก้ไขกันไปครับ ^^; และอีกเช่นเคย รีวิวที่ผมเขียน ผมก็หวังว่าทุกคนคงจะอ่านจบกันนะครับ เพราะผมรู้สึกว่ามันเยอะเกินไป 555+





กล่อง Mi 9 T ครั้งนี้ มาแปลกกว่าทุกรุ่นที่ผ่านมา เพราะปกติแล้ว จะไม่มีการสกรีนรูปมือถือรุ่นนั้นๆลงบนกล่องมาก่อนเลย ปกติจะมีเพียงตัวเลข หรือชื่อรุ่นบนหน้ากล่องเท่านั้น  แต่มันก็ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีครับ...ถ้าไม่ใส่รูปมา มันคงทำให้ผมนึกถึงกล่อง Mi 8 เลยครับ 555+



หลายๆรุ่น เราจะเห็นสติ๊กเกอร์คำว่า Global Version สีแดงมาให้ แต่รอบนี้ไม่มีอะไรบอกเลย...ก็อย่างที่ผมบอกไปตอนแรกครับว่า ชื่อ Mi 9T เป็นชื่อที่อาจจะใช้แค่ประเทศไทย หรือแค่บางประเทศเท่านั้น เพราะที่จีน จะใช้เป็น Redmi K20 จึงทำให้กล่องไม่มีคำว่า Global Version แปะอยู่นั้นเองครับ



และสิ่งที่ต่างจากปกติก็คือ ปกติสติกเกอร์ที่ไว้บอกสเปกคร่าวๆหรือหมายเลขตัวเครื่องต่างๆเดิมจะติดอยู่ที่หลังกล่อง แต่ครั้งนี้กลับติดไว้ด้านล่าง เครื่องที่ผมได้มารีวิวครั้งนี้ เป็นสี Glacier Blue รุ่น Ram 6GB ความจุ 128GB

สเปกตัวเครี่อง
ขนาดตัวเครื่อง 156.7 x 74.3 x 8.8 มิลลิเมตร
หน้าจอแสดงผลขนาด 6.39 นิ้ว AMOLED ความคมชัด Full HD+ อัตราส่วนหน้าจอ 19.5:9
รองรับเทคโนโลยี DC dimming ที่สามารถลดความร้อนของหน้าจอ OLED รวมทั้งช่วยถนอมสายตาให้กับผู้ใช้งาน
ระบบปฏิบัติการ MIUI 10 บน Android 9 Pie
CPU: Snapdragon 730
GPU: Adreno 618
RAM : 6GB
ความจุตัวเครื่อง 64 / 128GB ใช้หน่วยความจำแบบ UFS 2.1
กล้องหลัง 3 เลนส์ 13 + 48 + 8 ล้านพิกเซล
กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง F/2.4 มุมกว้าง 123 องศา
กล้องหลัก 48 ล้านพิกเซล F/1.75 Sony IMX582
กล้อง Telephoto 8 ล้านพิกเซล F/2.4
กล้องหน้า 20 ล้านพิกเซล F/2.2
แบตเตอรี่ 4000mAh
มีช่องเสียบรูหูฟังขนาด 3.5 mm มาพร้อมกับชิพเสียง Qualcomm Aqstic WCD9340
สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ
มีสีให้เลือก 3 สี สำดำ Carbon Black  สีแดง Flame Red  สีฟ้า Glacier Blue
ราคา 6/64GB 11,990 บาท และ 6/128GB 12,990 บาท



ในกล่อง Mi 9T

อุปกรณ์ในกล่องก็จะมีตัวเครื่อง เคสแข็งแบบบาง แบบเดียวกับที่ให้มาใน Mi Mix 3 และก็จะมีคู่มือ และการรับประกัน เข็มจิ้มถาดซิม หัวชาร์จ Quick Charge 3.0 18W และสายชาร์จ ตัวนี้ไม่แถมตัวแปลง Type C เป็น 3.5 เพราะเครื่องนี้มีช่อง 3.5 มาให้ครับ ^^



และผมก็แอบเสียดายความสวยของฝาหลังครับ เค้าน่าจะแถมเป็นเคสแข็งแบบใสหรือเคส TPU แบบใสก็ได้ครับ เพื่อให้เห็นฝาหลังสวยๆแบบนี้ เพราะที่ผมเห็นมา สวยทุกสีเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นสีแดง หรือสีดำ

ภายนอก



ความรู้สึกแรกที่ผมคิดกับเจ้า Mi 9T ก่อนที่ผมจะได้จับ ผมก็คิดว่า มาในราคาขนาดนี้ บอดี้ต้องเป็นพลาสติกแน่ๆเลย...แต่ผิดคาดครับ เป็นบอดี้โลหะและน้ำหนักตัวเครื่องทำได้ดีมากครับ ไม่หนักไม่เบาจนเกินไป และฝาหลังมีความโค้งรับมือคล้ายกับ Mi 9



และนี่ก็เป็นอีกจุดนึงที่ผมบอกเลยว่า...มันสวยมากครับ เมื่อฝาหลังกระทบกับแสงแล้วลายจะออกมาเป็นแบบนี้เลยครับทั้งสีแดงและสีฟ้า แต่สีดำ จะเป็นลายคาบอนครับ ซึ่งสวยไปอีกแบบ และตัวเครื่อง “ไม่กันน้ำ” แต่ได้มีการเคลือบสารเคมี P2i ที่สามารถกันละอองน้ำได้ครับ



การจับถือนั้น มีความคล้ายหรือเหมือน Mi 9 ค่อนข้างมากครับ คือจับแล้วดูพอดีมือ เหมาะกับคนมือใหญ่ๆแบบผม เพราะฝาหลังมีการโค้งเพื่อรับกับฝ่ามือ



สิ่งที่ผมชอบคือการวางตำแหน่งกล้องไว้ตรงกลาง และที่สำคัญคือกล้องไม่นูนออกมามาก ซึ่งเวลาหาเคสมาใส่จะได้ไม่กังวลว่ากล้องจะนูนกว่าเคสมั้ย



ต่อมา ด้านหน้าตรงกลางก็จะเป็นช่องลำโพงสนทนาที่มีขนาดไม่ยาวมากเหมือน Mi 9 แต่ให้เสียงได้ไม่ดังมากเหมือน Mi 9 และตัวนี้ได้มีการเอาเซ็นเซอร์มาไว้ที่ข้างๆลำโพงสนทนาแล้วครับ จาก Mi 9 ที่ฝันเซ็นเซอร์แสงไว้ใต้หน้าจอ ทำให้การวัดแสงนั้นยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ Mi 9T สามารถเอาเซ็นเซอร์มาวางไว้ด้านบนได้พร้อมกับเซ็นเซอร์ปิดหน้าจอขณะสนทนา ทำให้เวลาคุยโทรศัพท์หน้าจอจะไม่ติดขึ้นมาเอง(เป็นบางครั้ง)เหมือน Mi 9



ด้านซ้ายของตัวเครื่อง Mi 9T ไม่มีอะไรมาเลยครับ ปกติที่เราคุ้นเคยจะมีช่องใส่ซิมอยู่ฝั่งนี้ สรุปคือมีแต่เส้นเสารับสัญญาณให้เห็นแค่ขีดเดียว



ด้านขวาของตัวเครื่องก็จะมีปุ่มเปิดปิดเครื่องเป็นสีแดงมาให้ แต่ผมไม่แน่ใจว่าเครื่องสีแดง ปุ่มจะเป็นสีอะไร และปุ่มเพิ่มเสียงลดเสียง



ด้านล่างก็จะมีช่องใส่ซิม ช่อง USB Type C ไมโครโฟนตัวหลัก และลำโพง



สำหรับซิมการ์ดก็ใส่ได้ 2 ช่อง และไม่ใช่ Hybrid Slot จึงไม่สามารถใส่เมโมรี่การ์ดเพิ่มได้ เลือกขนาดความจุตัวเครื่องให้เหมาะกับตัวเองด้วยนะครับ ^^;



ด้านบนก็จะมีรูไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนขณะสนทนา และช่องหูฟัง และกล้องหน้าที่ถูกซ่อนอยู่ และเราจะเห็นวงกลมเล็กๆตรงกล้อง นั่นคือเป็นช่องสำหรับไฟแจ้งเตือนสถานะต่างๆ ซึ่งจะเป็นสีฟ้าครับ



ด้านหลังก็จะเป็นกล้อง 3 ตัว ซึ่งการวางรูปแบบกล้องจะเหมือนกับ Mi 9 แต่สเปกเลนส์จะต่างจาก Mi 9 ทุกตัวเลย กล้องตัวบนสุดที่มีวงกลมสีเงินๆ เป็นกล้องเลนส์เทเล ขนาด 8 ล้านพิกเซล ที่ไว้ซูมหรือถ่ายภาพบุคคลที่ละลายหลังได้ ตรงกลางจะเป็นเลนส์ระยะ Wide ปกติ เป็นเซ็นเซอร์กล้อง 48 ล้านพิกเซล และกล้องตัวสุดท้ายคือเลนส์ Ultra Wide ขนาด 13 ล้านพิกเซล ที่สามารถถ่ายภาพมุมกว้างกว่าปกติ ที่ความกว้าง 124.8 องศา และสุดท้ายก็จะเป็นแฟลช LED สองดวง และฝาหลังก็ยังเป็นที่อยู่ของ NFC อีกด้วยครับ และฝาหลังใช้กระจก Corning Gorilla Glass 5 ซึ่งทนรอยขีดข่วนได้ดีครับ

จุดเด่น



และเช่นเคยครับ ฟีเจอร์เด่นๆ ผมก็จะรวมเป็นหัวข้อไว้นะครับ

หน้าจอ



หน้าจอ Mi 9T ถือว่าเป็นอีกจุดเด่นนึงเลยก็ว่าได้ เพราะจอไร้ติ่งไร้รูแบบนี้ก็จะทำให้ดูวีดีโอได้โดยไม่มีติ่งมารบกวนเลยครับ ซึ่งผมชอบตรงนี้มาก Mi 9T ใช้จอ AMOLED ของ Samsung ด้วยขนาดหน้าจอ 6.39 นิ้ว Full HD+ 2340 x 1080 พิกเซล ความละเอียดหน้าจอ 403 PPI อัตราส่วนหน้าจอ 19.5:9 ที่รองรับการแสดงผล HDR เหมือน Mi 9 ซึ่งหน้าจอตัวนี้ก็จะเหมือนๆกับรุ่นท็อปๆของ Xiaomi อยู่แล้ว และเมื่อเทียบกับ Mi 9 ก็แทบไม่ต่างกันเลย ต่างกันแค่มีติ่งกับไม่มีติ่งแค่นั้นครับ 555+ และข้อดีอีกอย่างของจอ AMOLED คือสู้แสงแดดได้ดีครับ

และ Mi 9T ยังมาพร้อมกับ DC dimming เป็นฟีเจอร์ที่ใช้ควบคุมแสงบนหน้าจอ เวลาเราใช้งานแสงหน้าจอต่ำๆจะรู้สึกสบายตากว่าปกติ ซึ่งปกติแล้ว มือถือที่ใช้จอ OLED แล้วไม่มี DC dimming อาจจะรู้สึกเวลาใช้งานหน้าจอในที่มืดและใช้แสงต่ำ บางคนอาจจะรู้สึกถึงการกระพริบของหน้าจอ ซึ่งตัวผมก็เคยเป็นมาก่อน เวลาเล่นมือถือก่อนนอนในห้องมืดๆ พอเราเลิกเล่น เราจะรู้สึกเหมือนมีภาพติดตาและกระพริบ DC dimming ก็จะอัพเดตให้กับรุ่นเก่าอย่าง Mi 8 , Mix 3 อีกด้วย สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://c.mi.com/thread-2178430-1-0.html

กล้องหน้า POP UP



กล้องหน้าขนาด 20 ล้านพิกเซล และจุดเด่นของ Mi 9T ก็คงเป็นกล้องหน้าแบบป๊อปอัพที่ใช้กลไกเลื่อนขึ้นเลื่อนลงด้วยมอเตอร์ที่สามารถเปิดปิดภายในเวลาเพียง 0.8 วินาทีเท่านั้น และที่สำคัญคือ เมื่อเวลาเปิดปิดกล้อง ก็จะมีแสงสีฟ้าอยู่ข้างๆกล้องด้วย ตามข้อมูลจากงานเปิดตัว บอกว่ากระจกที่ใช้ครอบเลนส์กล้องเป็นกระจก Sapphire ซึ่งเหมือนกับ Mi 9 ที่ใช้กระจก Sapphire กับกล้องหลัง ทำให้กันรอยขีดข่วนได้ดีกว่ากระจกทั่วไป เพิ่มเติมนิดนึงครับ เวลาเปิดปิดกล้องหน้า จะมีเสียงมอเตอร์เบาๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกตินะครับ เพราะผมเคยจับ Vivo V15 Pro ก็มีเสียงเหมือนกันครับ

และตัวนี้ยังมีระบบป้องกันเมื่อตัวเครื่องกำลังหล่นลงพื้น ตัวกล้องจะทำการปิดตัวเองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องห่วงว่ากล้องจะกระแทกพื้นครับ ^^;

สแกนหน้าและสแกนนิ้วใต้หน้าจอ



Mi 9T ยังมีระบบสแกนหน้าเพื่อปลดล็อค (Ai Face Unlock) มาให้  แต่เป็นการใช้กล้องหน้าปลดล็อค เพราะฉะนั้น มันจะไม่ปลอดภัยเหมือนปลดล็อคด้วยลายนิ้วมือ ตัวเครื่องก็แจ้งมาแบบนี้เช่นกัน แต่การใช้งานจะต่างจาก Xiaomi รุ่นที่ผ่านๆมา โดยปกติแล้วเมื่อเรากดปิดหน้าจอ กล้องจะทำงานแล้วปลดล็อคให้เลย...แต่พอเป็น Mi 9T เมื่อเรากดเปิดหน้าจอแล้ว เราต้องสไลด์หน้าจอขึ้นหนึ่งครั้งเพื่อเรียกกล้องหน้ามาปลดล็อคใบหน้า...ส่วนตัวผมว่ามันอาจจะดูช้าและดูยุ่งยากไปซักหน่อย แต่มันก็ดูเทห์ดีครับ 555+



สแกนลายนิ้วมือ Mi 9T ก็จะเป็นแบบสแกนลายนิ้วมือใต้จอเหมือน Mi 9 ซึ่งทำงานเร็วกว่ารุ่นอื่นๆที่ผมใช้งานของ Xiaomi มาเลยครับ ตอนแรกผมก็ว่า Mi 9 หรือ Mi 9 SE สแกนได้เร็วแล้ว แต่ Mi 9 T เร็วกว่าแบบรู้สึกได้ครับ ผมรู้สึกว่าไม่ต้องกดน้ำหนักเยอะมากก็สามารถปลดล็อคได้แล้วครับ

แต่เครื่องนี้เป็นเครื่องรีวิว ผมเลยยังไม่ได้ติดฟิล์มแล้วมาทดสอบสแกนลายนิ้วมือดูครับ ว่ามันจะเร็วเหมือนตอนไม่ติดมั้ย แต่ถ้าใครจะติด ผมแนะนำให้หาฟิล์มที่มีราคาแพงขึ้นมานิดนึงนะครับ จากประสบการณ์ส่วนตัว Mi 9 ผมติดฟิล์มกระจกราคาถูกมา ผมสังเกตว่ามันไม่ค่อยใสเท่าไหร่ เลยอาจจะส่งผลทำให้สแกนนิ้วใต้จอทำงานใช้กว่าปกติแบบเห็นได้ชัดครับ เพราะฉะนั้นก็เลือกฟิล์มที่แพงขึ้นมาหน่อยมันก็อาจจะดีกว่าก็ได้ครับ

แบตเตอรี่และการชาร์จ



ผมบอกเลยว่า Mi 9T ตลอดเวลาที่ผมใช้รีวิวมานั้น ผมไม่เคยต้องชาร์จระหว่างวันเลย แม้แต่ครั้งเดียว เพราะการใช้งานของผมสามารถใช้ได้ 13-15 ชั่วโมง ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตลอดเลยครับ การใช้งานโดยทั่วไปของผมก็คือ ใช้งานดูยูทูปซะส่วนใหญ่ ถ่ายรูป เล่นเฟซบุ๊ค ไลน์ ฟังเพลงผ่าน Spotify ทั้งในรถ และในบ้าน และมีช่วงที่มีให้น้องเล่นเกมส์ทดสอบ ให้เล่น PUBG Mobile สองรอบติดและชนะทั้งสองรอบ ผมก็ยังสามารถใช้มือถือได้ไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง ในการชาร์จ 1 ครั้งครับ ด้วยขนาดแบตเตอรี่ 4000 mAh และซีพียู Snapdragon 730 ที่ประหยัดพลังงาน และไม่ร้อน เลยส่งผลให้แบตเตอรี่ใช้งานได้ทั้งวันเลยครับ



ทดสอบการชาร์จแบตเตอรี่กลับตั้งแต่ 0-100% ภายในระยะเวลา 1 ชั่วโมงสามารถชาร์จได้ 84% แล้วชาร์จเสร็จโดยใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที ถึงจะเต็ม เท่าที่ผมสังเกตดู การชาร์จ จะเริ่มช้าลงตั้งแต่ช่วง 90% ขึ้นไป เพื่อลดอุณหภูมิลง สำหรับแบตเตอรี่ขนาด 4000 mAh แล้วผมถือว่าชาร์จเร็วอยู่นะครับ



และในขณะชาร์จ ก็จะมีไฟสีฟ้าด้านบนด้วย...ถือเป็นความคิดที่ดีครับที่เอาไฟไปใส่ไว้ตรงกล้อง เพราะตอนเปิดกล้องก็จะมีไฟ ตอนชาร์จ กล้องปิดก็มีไฟ แต่ก็มีแสงรั่วบ้างนิดหน่อยก็อย่าไปซีเรียสนักนะครับ ;



Mi 9T แถมหัวชาร์จ Quick Charge 3.0 จ่ายไฟสูงสุดที่ 18W  มาให้ในกล่องเลย ไม่ต้องซื้อเพิ่ม แต่ก็ยังเป็นหัวกลมอยู่ดี เวลาเสียบปลั๊กมันจะหลุดง่ายหรือหลวมมากครับ ผมนี่รำคาญมากเลย จนต้องไปซื้อหัวชาร์จใหม่ที่เป็นหัวแบนมาใช้แทนครับ 555+

โหมดพกพา



โหมดพกพา หลายๆคนอาจจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่มันก็ได้หายไปจากรุ่นท็อปๆ อย่าง Mix 3 ,Mi 9 ,Mi 9 SE ซึ่งโหมดพกพาคือโหมดที่เวลาเราใส่มือถือในกระเป๋าหรือกระเป๋ากางเกง หน้าจอจะปิดอยู่ตลอดเวลา พูดง่ายๆคือ ป้องการสัมผัสหน้าจอโดยที่ไม่ได้ตั้งใจนั่นเอง...ส่วนตัวผมเคยเจอปัญหานี้ตอนใช้ Mix 3 ,Mi 9 ,Mi 9 SE ก็คือเวลามีแจ้งเตือนมาแล้วจอมันติดขึ้นมาตอนใส่กระเป๋า แล้วมันจะมีหน้าจอให้เราใส่รหัส มันก็จะกดเองมั่วๆ จนมือถือผมล็อคไป 1 นาที...แต่ก็เจอไม่บ่อยครับ และก็บางทีเพลงเล่นเองตอนใส่กระเป๋า เพราะตรงหน้าจอล็อคมันจะมี Widget ของเครื่องเล่นเพลงอยู่ อยู่ดีๆดังขึ้นมาเองก็มีครับ อายมากก บอกเลย 555+ เพราะฉะนั้น เพียงแค่คุณเปิดโหมดพกพา คุณก็จะไม่เจอปัญหาเหล่านี้แน่นอนครับ ^^;

กล้อง



และเช่นเคยครับ ผมขออธิบายเรื่องกล้องนิดนึงครับ หลายๆก็อาจจะคิดว่า กล้องสามตัวเหมือน Mi 9 ,Mi 9 SE ก็คงจะยกกันมาหละมั้ง ตอนแรกผมก็คิดครับ ว่าราคาขนาดนี้ คงต้องยกกล้อง Mi 9 SE มาแน่ๆ แต่ก็ผิดคาดครับ เพราะ Mi 9T เปลี่ยนกล้องหลักไปใช้ SONY IMX 582 แทน ที่จะใช้ IMX 586 แต่ในเชิงตัวเลขรุ่นที่ต่างกัน ผมไม่แน่ใจว่ามีอะไรเปลี่ยนบ้าง แต่ที่รู้ๆคือ กล้องเลนส์เทเล และเลนส์ Ultra Wide ยก Mi 9 SE มาทั้งสองตัวเลยครับ



เริ่มจากการจัดวางตำแหน่งกล้องก่อน Mi 9T จะวางตำแหน่งกล้องเหมือน Mi 9 โดย เลนส์ตัวล่างสุดจะเป็นเลนส์ Ultra Wide หรือเลนส์มุมกว้างพิเศษ ผมไม่ทราบยี่ห้อเซ็นเซอร์ที่ใช้ แต่ที่รู้คือ ใช้เลนส์คนละตัวกับ Mi 9 ที่ใช้ของ Sony ซึ่งเลนส์ Ultra Wide ของ Mi 9T จะไม่มี Auto Focus เหมือน Mi 9 ซึ่งจะถ่าย Macro หรือระยะใกล้ไม่ได้ แต่ข้อดีของการไม่มี Auto Focus มันก็จะทำให้ภาพที่ได้นั้นกว้างกว่า Mi 9 นั้นเอง และขนาดพิกเซลก็ลดลงเหลือ 12 ล้านพิกเซล และค่า F หรือรูรับแสง คือ F2.4 ซึ่งมากกว่า Mi 9 ที่ F2.2 นั้นหมายความว่า การถ่ายในที่มืดเมื่อใช้เลนส์ Ultra Wide Mi 9 จะถ่ายออกมาดูสว่างกว่านั้นเอง



กล้องหลัก 48 ล้านพิกเซล ที่อยู่ตรงกลางคือกล้อง SONY IMX582 ขนาด 48 ล้านพิกเซล ค่า F ของกล้องตัวนี้อยู่ที่ 1.75  ขนาดเซ็นเซอร์ ½ นิ้ว กล้อง 48 ล้านพิกเซลตัวนี้ ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Super Pixel ซึ่งเป็นการรวมพิกเซล 4 พิกเซล รวมเป็นหนึ่ง ซึ่งถ้าเราถ่ายในโหมดปกติ หรือออโต้ หรือเปิดใช้งาน Ai รูปที่ได้ก็จะเป็น 12 ล้านพิกเซลนั่นเอง เป็นการเอา 48 ล้านพิกเซล หาร 4 จะได้ 12 ล้านพิกเซล แต่เราก็สามารถถ่ายภาพ 48 ล้านพิกเซลได้เช่นกัน เพราะมีโหมดให้เลือก ซึ่งคุณภาพที่ได้ก็จะดีกว่า 12 ล้านพิกเซล แบบเห็นได้ชัด



และอีกข้อคือกล้อง 48 ล้านพิกเซลของ SONY IMX582 แต่ลองสังเกตในภาพ Mi 9 ที่เป็นเครื่องสีขาว ระหว่างกล้องตัวบนและตัวกลาง จะมีจุดเล็กๆ สองจุด มันคือ Laser Auto Focus ซึ่ง.......จะมีให้แค่ Mi 9 เท่านั้น เพื่อทำให้โฟกัสเร็วขึ้น จนความเร็วการโฟกัสใกล้เคียงกับ Dual Pixel ที่อยู่ใน Mi 8, Mix 3 ส่วน Mi 9T และ Mi 9 SE จะไม่มี Laser Auto Focus มาให้ ซึ่งทำให้การโฟกัสนั้น ช้ากว่า Mi 9 แบบเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่ส่งผลกับการถ่ายภาพโดยรวมซักเท่าไหร่ บางรูปอาจจะมีอาการโฟกัสไม่เข้าบ้าง ทำให้เราต้องแตะเพื่อโฟกัสเองบ้าง

ต่อมาก็เป็นเลนส์ตัวบนสุดที่เป็นเลนส์ระยะซูม 2 เท่า แต่ค่า F ของเลนส์ตัวนี้อยู่ที่ F2.4 ซึ่งแคบกว่า Mi 9 ที่ค่า F 2.2 และพิกเซลที่ลดลงเหลือ 8 ล้านพิกเซล จาก 13 ล้านพิกเซล ทำให้ถ่ายในเวลากลางคืนอาจจะทำได้ไม่ดีเท่า Mi 9

UI กล้องใหม่



ในงานเปิดตัว บอกว่าหน้า UI ของกล้องมีการปรับปรุงนิดหน่อย แต่เอาจริงๆแล้ว ส่วนที่เปลี่ยนจริงๆ คือการสลับไปมาระหว่างเลนส์ 3 ตัว ปกติ ใน Mi 9 ,Mi 9 SE การจะสลับระยะระหว่างเลนส์ Ultra Wide และระยะปกติ ต้องทำการกดที่ไอคอนเท่านั้น แต่ Mi 9T ปรับเปลี่ยนใหใช้งานง่ายขึ้นโดยการจีบนิ้วหรือกางนิ้วออกเพื่อใช้งานเลนส์ Ultra Wide เลนส์ระยะปกติ และเลนส์เทเลได้สะดวกขึ้น

กล้องหลัง
รูปภาพ



เลนส์ Ultra Wide ของ Mi 9T นั้นกว้าง 124.8 องศา ผมลองเทียบกับ Mi 9 แล้ว Mi 9T ภาพออกมากว้างกว่าอย่างเห็นได้ชัด อย่างที่ผมบอกไปตอนแรกว่าการที่ไม่มีออโต้โฟกัส ก็จะทำให้ภาพมันกว้างขึ้น แต่ก็แลกกับการที่เราไม่สามารถถ่ายภาพมาโครหรือถ่ายระยะใกล้มากๆ ด้วยเลนส์ Ultra Wide ได้ แต่ Mi 9 ทำได้ (ผมเองก็แทบไม่ค่อยใช้ออโต้โฟกัสของเลนส์ Ultra Wide เพื่อถ่ายมาโครซักเท่าไหร่เลยครับ 555+)

ผมมีเรื่องจะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับกล้องของ Mi 9 และ Mi 9T ให้ได้ทราบกันนิดนึงครับ ส่วนนี้ค่อนข้างจะเยอะ ถ้าไม่สนใจก็ข้ามไปก่อนได้นะครับ



ปกติกล้องหลัง ตัว 48 ล้านพิกเซล ของทั้งสองตัว ก็ทำได้ดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเก็บแสงในที่มืดสว่าง และ HDR ของกล้องก็ทำงานได้ค่อนค่างจะดีเลย ผมเชื่อว่าใครหลายๆคนที่ลังเลเรื่องกล้องระหว่าง Mi 9 และ Mi 9T นั้น คุณอาจจะต้องอ่านซักหน่อย ในใจผมก็คิดว่า มือถือที่แพงกว่า กล้องก็ต้องดีกว่าสิ? ก็จริงส่วนหนึ่งครับ แต่อะไรที่ทำให้ Mi 9 นั้นถ่ายรูปออกมาดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ในเวลากลางคืน...สำหรับคนที่ซื้อ Mi 9 ในช่วงแรกๆจะงงกันมากว่าทำไม Noise หรือจุดรบกวนบนภาพทำไมมันเยอะตอนถ่ายโหมดกลางคืน ในรีวิวที่ผ่านมาทั้งหมด ผมก็ได้ทำการทดสอบว่า ISO สูงสุดที่มือถือรุ่นนั้นจะทำได้ในโหมดกลางคืนนั้นสูงสุดที่เท่าไหร่ ซึ่งผมเคยทดสอบ Mi 9 และ Mi 9 SE มาแล้ว คำตอบคือ Mi 9 SE ให้ภาพออกมาสว่างเท่ากับ Mi 9 โดยที่ ISO ต่างกันเกือบ 1 หมื่น โดย Mi 9 ISO สูงสุด 25600 แต่ Mi 9 SE สูงสุดที่ 16384 ในโหมดกลางคืน Mi 9 ภาพ Noise เยอะกว่า แต่เหมือนซอฟแวร์พยามจะลด Noise แต่พอลดแล้วปัญหาที่ตามมาคือภาพเป็นวุ้น ไม่คมชัดเท่าที่ควร



พอผมลองมานั่งเทียบดูแล้ว สรุปที่ผมคิดเองคือ ISO ที่ต่างกัน ทำให้ภาพของ Mi 9 SE ที่ ISO น้อยกว่า ดูดีกว่าแบบเห็นได้ชัด แต่ซอฟแวร์ก็ช่วยทำให้ภาพดูสว่างขึ้น ผมจึงมองถึง Hardware ที่ต่างกันด้วย ไม่งั้นภาพก็ต้องออกมาเหมือนกันแล้วสิ…



(ในรูป ทางซ้าย Mi 9T ทางขวา Mi 9)แต่...อยู่ดีๆ อะไรทำให้ผมเข้าโหมดกล้องปกติ แล้วกดโฟกัสแล้วเลื่อนปรับระดับแสงสว่างที่สุด ผลคือ...ISO ในโหมดกล้องปกติ ดันได้สูงกว่าโหมดกลางคืน ซึ่ง ผมทดลองแล้ว ISO ที่ Mi 9 และ Mi 9T ทำได้สูงสุดที่ 51200!!! ไม่ผิดครับ ห้าหมื่นหนึ่งพันสองร้อย!!! ในความคิดคุณคงคิดว่า Noise ต้องกระจายแน่นอน ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงคิดว่า Mi 9 น่าจะทำได้ดีกว่าสิ...ใช่ครับ มันก็ดีครับ แต่มันก็ดีคนละแบบ...



ในภาพ ผมได้ทำการทดสอบถ่ายโดยการเปิดโหมด 48 ล้านพิกเซล เพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบ เพราะผมลองถ่าย 12 ล้านพิกเซลแล้วเวลาซูมจะมองเห็นรายละเอียดน้อยกว่า และการถ่ายของผมก็ทำในห้องที่มืดมากๆ แล้วผมถือกล้องแล้วโฟกัสไปที่กลางภาพเพื่อให้โฟกัสได้ และได้ปรับระดับแสงให้อยู่ในตำแหน่งสูงที่สุด ก็คือสว่างสุดนั่นเอง ผลที่ได้คือทั้งสองมีค่า ISO ที่เท่ากันคือ 51200 และสปีดชัทเตอร์ที่เท่ากัน แต่ Mi 9 สามารถมองเห็นรายละเอียดของพัดลมสีฟ้าๆด้านซ้าย แต่ Mi 9T มองไม่เห็น...



แต่ในขณะที่ผมซูมเข้าไปฝั่งขวาคือ Mi 9 คุณจะเห็น Noise หรือจุดรบกวนเต็มไปหมด แต่ด้านซ้าย Mi 9T แทบไม่มี Noise เลย แต่สิ่งที่ต่างกันแบบเห็นได้ชัดคือรายละเอียด...ที่ Mi 9 ทำได้ดีกว่าแบบเห็นได้ชัด แต่ต้องแลกมาด้วย Noise ที่ค่อนข้างจะเยอะ Mi 9T มันเหมือนซอฟแวร์พยามที่จะลด Noise แต่ก็แลกกับความละเอียดที่ลดต่ำลง (ถ้าถ่ายที่ 12 ล้านพิกเซล เวลาซูมจะเห็นรายละเอียดไม่เท่า 48 ล้านพิกเซล)

แต่ถ้าให้ผมสรุปว่ากล้องไหนดีกว่า ผมบอกเลยว่าแล้วแต่ชอบเลยครับ เพราะทำได้ดีคนละแบบ แต่ถ้าส่วนตัว ผมขอเลือกกล้อง Mi 9 ครับ...เพราะอะไรหลายๆอย่างมันทำให้ผมคิดว่า Mi 9 สามารถเก็บ Dynamic Range หรือเก็บรายละเอียดแสงที่มืดและสว่างได้ดีกว่า แต่แลกกับ Noise ที่เยอะกว่า และเก็บรายละเอียดได้ดีกว่า แต่คุณภาพโดยรวม Mi 9T ก็ถือว่าทำได้ดีพอสมควรครับ ต้องเข้าใจว่า Mi 9 ออกมาก่อน ซอฟแวร์บางอย่างอาจจะยังทำได้ไม่ดีเหมือนรุ่นใหม่...ก็ต้องคอยดูกันต่อไปครับ...

จบเรื่องเล่า ISO สูงสุดของทั้งสองตัวไป...



และเมื่อเข้าโหมด 48 ล้านพิกเซล Ai และ HDR จะใช้งานไม่ได้เลยครับ บางทีการที่เรายกมือถือขึ้นมาถ่ายเลย ภาพมันอาจจะมืดได้ครับซึ่งการถ่ายภาพโหมดนี้อาจจะต้องมีการแตะโฟกัสในจุดที่มืดและปรับแสงช่วยบ้างนิดหน่อยครับ เพื่อให้กล้องเก็บรายละเอียดของส่วนที่มืดและสว่างได้ตามที่เราต้องการครับ ขนาดของรูปภาพก็จะค่อนข้างใหญ่ครับ และการถ่ายรูปแต่ละรูป อาจจะต้องมีการรอประมวลผลซักครู่ ไม่ใช่แต่โหมด 48 ล้านพิกเซล แต่โหมดอื่นก็เช่นกันครับ ก่อนที่จะถ่ายรูปต่อไปได้ต้องรอ ซึ่งผมมองว่ามันไม่ค่อยทันใจเท่าไหร่ T T ซึ่งเป็นปัญหาแบบนี้มานานแล้ว...



โหมดภาพบุคคล ในมือถือ Xiaomi ที่ใช้สามกล้อง สามารถปรับไปใช้เลนส์ระยะปกติ แล้วถ่ายละลายหลังได้เหมือน Mi 9 ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีครับ และต่อมา เราสามารถปรับความเบลอฉากหลังได้แบบเรียลไทม์เลยครับ ทำให้เราเลือกความเบลอได้โดยที่ไม่ต้องไปปรับทีหลังก็ได้ครับแต่ปัญหาที่ผมเจอคือมีบ้างที่กดถ่ายแล้วไม่ถ่ายทันที ต้องรอ ซึ่งอาการเหล่านี้เรียกว่า Shutter Lag ผมอยากให้แก้ไขเรื่องนี้มาก...



โหมด Ai ก็มีมาให้ใช้งาน และก็ยังทำงานได้ดีเหมือนเดิมครับ ไม่ว่าเราจะใช้งานเลนส์ระยะไหนก็ตามเช่นเลนส์มุมกว้าง เลนส์ระยะปกติ และเลนส์ซูม Ai สามารถทำงานได้ครับ และยังสามารถปรับระดับบิวตี้ได้เลยครับ ทำให้เราถ่ายรูปจากกล้องหลังแล้วหน้าเนียนขึ้นมาได้ทันทีครับ 555+



โหมดปรับรูปร่าง... เดี๋ยวนี้นี้ปรับหน้าอย่างเดียวอยู่ไม่ได้ ต้องปรับหุ่นได้ด้วย 555+ เท่าที่ผมลองมา...รูปที่ออกมาก็มีความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ไม่ถึงกับมากจนเกินไป ขนาดผมเปิดรูปที่ถ่ายมุมใกล้เคียงกันผมยังแยกไม่ค่อยออกเลยครับว่ามันต่างกันตรงไหน แต่ที่แน่ๆ คือปรับเรื่องขาแล้วภาพด้านล่างมันจะดูยืดลงมาอีกหน่อย ทำให้ดูเหมือนขายาวขึ้น



ต่อมาเป็นโหมดกลางคืน ผมขออธิบายนิดนึงนะครับ เท่าที่ผมทดสอบมา ถ้าเราดูตามสเปกแล้ว จะเห็นว่าใช้เซ็นเซอร์กล้องคนละตัวกัน และที่ผมทดสอบมา Mi 9 และ Mi 9T นั้น ISO สูงสุดจะอยู่ที่ 25600 ในโหมดกลางคืน แต่ผลที่ได้คือ Mi 9 และ Mi 9T ภาพมันจะออกเป็นวุ้นๆ เหมือนกันทั้งสองตัวเลย ซึ่งผมค่อนข้างแปลกใจที่ผลออกมาเหมือนกัน...ทั้งที่ในโหมดรูปภาพปกติที่ ISO 51200 นั้นทำออกมาได้ต่างกันชัดเจน...อันนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องของซอฟแวร์แล้วหละครับ 555+



ส่วนโหมดโปรก็เหมือนกับรุ่นก่อนๆ ครับ ที่สามารถปรับ White Balance, Focus, Speed Shutter, ISO ได้ และเราสามารถใช้โหมดโปรกับเลนส์ตัวไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเลนส์มุมกว้าง เลนส์ระยะปกติ และเลนส์เทเล สำหรับเลนส์ระยปกติ สามารถลากสปีดชัทเตอร์ได้สูงสุดที่ 32 วินาที ถ้าเป็น Mi 9 เลนส์ Ultra Wide จะสามารถถ่ายได้ 32 วินาที แต่สำหรับ Mi 9T และ Mi 9 SE เลนส์เทเล และเลนส์ Ultra Wide จะได้สูงสุดแค่…ครึ่งวินาทีเท่านั้นครับ น่าเสียดายมาก

วีดีโอ



Mi 9T สามารถถ่ายวีดีโอความละเอียดสูงสุดที่ 4K 30FPS และกันสั่น EIS สามารถทำงานได้ และทำได้ดีไม่แพ้ Mi 9 เลยครับ แต่เมื่อปรับไปที่ Full HD 60FPS ระบบกันสั่น EIS จะไม่ทำงานครับ

สำหรับ Mi 9T โดยรวมทำออกมาได้ค่อนข้างดีครับ ใครที่กังวลเรื่องการอัดเสียงของวีดีโอจะแย่เหมือนรุ่นก่อนๆมั้ย? ตั้งแต่ Mi 9 SE มา ผมรู้สึกว่าการบันทึกเสียงดีขึ้นครับ แต่ก็ยังสู้ S10 คงไม่ได้ แต่โดยรวมถือว่าดีกว่า Xiaomi รุ่นก่อนๆครับ แต่ยกเว้น Mi 9 ครับ ที่อัดวีดีโอแล้วเสียงออกมาแย่ครับ แต่คุณภาพวีดีโอโดยรวมดีครับ แต่ผมแนะนำให้หาซื้อไมค์แยกมาต่อเอาจะดีกว่าครับ 555+

และ Mi 9T ยังสามารถถ่าย Slomotion สูงสุดที่ 960FPS และ 240FPS ที่ความละเอียด HD และ 120FPS ที่ความละเอียด Full HD



ผมได้ลองอีกอย่างคือ...ใช้งานกล้องต่อเนื่องกลางแจ้ง ซักพักใหญ่ๆ เมื่อเครื่องร้อนมากๆ ก็จะมีข้อความเตือนว่าเครื่องร้อนเกินไปขึ้นมา ซึ่งผมเคยเจอข้อความนี้ใน Mix 3 มาก่อน ตอนที่ถ่ายวีดีโอ 4K 60FPS ต่อเนื่องนานๆ แต่สำหรับ Mi 9T ผมไม่แน่ใจว่าร้อนจากอะไร เพราะผมแค่เปิดกล้องแล้วก็ถ่ายไปเรื่อยๆ แต่ตัวเครื่องมันร้อนแค่นั้นเองครับ ซึ่งเป็นแค่ครั้งเดียว แล้วไม่เคยเจออีกเลยครับ

ท้องฟ้า Ai



และยังมีฟีเจอร์อีกอย่างที่น่าสนใจมาก ซึ่งผมเรียกฟีเจอร์นี้ว่า “ท้องฟ้า Ai” เห็นว่าจะมีอัพเดตให้รุ่นอื่นๆเร็วๆนี้ (แต่ก็ไม่รู้เมื่อไหร่ 555+) เมื่อเราถ่ายรูปในวันที่ท้องฟ้าไม่เป็นใจ แต่เราสามารถเสกท้องฟ้าให้เป็นดังใจเราได้...โดยการไปที่รูปที่เราถ่ายแล้วมีท้องฟ้า แล้วเข้าไปที่ไอคอนที่เป็นเหมือนไม้กายสิทธิ์ ^^; แล้วเข้าไปที่ ฟิลเตอร์ แล้วเลือกที่ ท้องฟ้า...แล้วเลือกแบบท้องฟ้าที่อยากให้เป็นได้เลย...



รูปทั้งหมดที่ผ่านการแต่งแล้วจะเป็นแบบในรูปเลย...ตกใจกันใช่มั้ยหละครับ ผมเองยังตกใจเลยครับ...ถ่ายออกมารูปเดียว แต่เราสามารถแต่งภาพให้ออกมาเป็นหลายเวลาได้ 555+ ให้ใครดูเค้ายังตกใจเลย...แต่ก็เหมาะกับสภาพอากาศบ้านเราตอนนี้ที่สุดเลยครับ ในวันทนที่ฝนตกแล้วท้องฟ้าไม่สวยเลย...โหมดนี้สามารถช่วยคุณได้ครับ ^^; แต่สำหรับบางภาพก็อาจจะมีเก็บภาพไม่เนียนบ้าง ยังไงก็ลองใช้กันดูนะครับ แต่โดยรวมผมโอเคมากครับ

กล้องหน้า
รูปภาพ



สำหรับกล้องหน้า Mi 9T มีขนาด 20 ล้านพิกเซล ไม่มี Auto Focus รูปรับแสง F/2.2 และก็สามารถใช้งาน Ai ได้เช่นกัน ตอนแรกก็คิดว่าอาจจะใช้กล้องหน้าตัวเดียวกับ Mi 9 หรือ Mi 9 SE รึเปล่า แต่เท่าที่ผมลองถ่ายดูหลายๆรูป...ความละเอียดถือว่าทำได้ดีพอๆกับ Mi 9 แต่โทนสีจะคนละโทนสีกันเลย Mi 9 สีจะใกล้เคียงความจริงมากกว่า แต่ Mi 9T จะออกออมฟ้าไปซักนิด และสีที่ได้จากกล้องหน้าอาจจะไม่ค่อยสดเหมือนตาเห็นเท่าไหร่ แต่โดยรวมผมถือว่าโอเค






และที่ขาดไม่ได้ก็คือโหมดบิวตี้กล้องหน้า ที่สามารถปรับโครงหน้า และแต่งหน้าได้ด้วย โหมดบิวตี้ผมยอมรับเลยว่า Xiaomi ทำได้ดีมากเท่าที่ผมลองเทียบกับยี่ห้ออื่น คือถ่ายออกมาแล้วดูไม่หลอก ซึ่งผมลองให้เพื่อนหลายๆ คนถ่ายดู ก็บอกแบบเดียวกันหมดว่าดูไม่หลอกตา



แฟลชกล้องหน้า ก็จะใช้หน้าจอเปิดแสงสีออกครีมๆออกมาขณะถ่ายภาพกล้องหน้าตอนกลางคืน...ก็ถือว่าพอช่วยได้ครับ ถ่ายคนสองคนพอไหว แต่ถ้าหลายคน แสงสว่างอาจจะไม่พอ





และถึงแม้ว่าจะมีกล้องหน้าตัวเดียว แต่ก็สามารถทำเบลอฉากหลังได้เนียนเลยครับ และยังสามารถใส่เอฟเฟกแสงสตูดิโอได้เลย และยังสามารถแก้ไขเอฟเฟกแสงสตูดิโอและโบเก้ในภายหลังได้อีกด้วย



สิ่งที่เพิ่มเข้ามาในกล้องหน้าของ Mi 9T มีสองอย่าง อย่างแรก ชัทเตอร์ด้วยฝ่ามือ



หลายๆคนคงจะคุ้นฟีเจอร์นี้ดี...เพราะมันอยู่ในมือถือซัมซุงนั้นเอง 555+ เมื่อเรายกฝ่ามือขึ้นมา มันก็จะทำการนับถอยหลังก่อนถ่าย 3 วินาที



และอีกฟีเจอร์นึงที่หลายๆคนลืมไปแล้วก็อยู่ในมือถือซัมซุงเช่นกัน...คือโหมดพาโนรามากล้องหน้า ซึ่งจะทำให้เราสามารถถ่ายรูปด้วยกล้องหน้าด้วยมุมที่กว้างขึ้น ในโหมดนี้ก็จะเป็นการถ่าย 3 ภาพ แล้วนำมารวมกัน โดยการถ่ายรูปแรกที่ตรงกลางก่อน แล้วหันไปทางซ้ายและขวา แค่นี้ก็เสร็จแล้ว



และก็มีอีกฟีเจอร์นึงคือ เวลาเราเปิดกล้องหน้าจะมีเสียงเอฟเฟก ซึ่งเราสามารถปิดเปิด หรือเปลี่ยนเสียงได้ 6 แบบด้วยกัน...แต่ส่วนตัวผมชอบแบบแรกที่สุด ;



ผมมันก็ประเภทลองอะไรที่ไม่เหมือนคนอื่นเค้าลองกัน 555+ ผมได้ทำการกดสลับกล้องหน้ากลังหลังไปมาหลายรอบ...จนมีข้อความว่า “คุณเปิดกล้องหน้าบ่อยเกินไป” ขึ้นมาให้เราเห็น เปิดบ่อยๆก็บ่นได้ด้วยหรอ 555+

วีดีโอ





กล้องหน้าตัวนี้สามารถถ่ายที่ความละเอียดสูงสุดที่ Full HD 30FPS แต่ถ้าเปิดโหมดบิวตี้แล้วถ่ายวีดีโอไปด้วย ความละเอียดวีดีโอจะสูงสุดอยู่ที่ HD 30FPS ครับ

เกมส์



ถึง Redmi K20 หรือ Mi 9T จะเปิดตัวที่จีนไปไม่นาน แต่เราก็สามารถเล่นเกมส์หลายๆเกมส์ได้เต็มจอโดยที่ไม่ต้องรออัพเดตให้เต็มจอเหมือนรุ่นก่อนๆ เพราะมือถือปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้อัตราส่วนหน้าจอ 19.5:9 กันส่วนใหญ่ จึงไม่ค่อยเจอเกมส์หรือแอพที่แสดงไม่เต็มหน้าจอ



และแน่นอนว่า ROV สามารถเปิดเฟรมเรทสูง และภาพ HD ได้เท่าที่ผมได้ลองเล่นมา ส่วนใหญ่จะแตะ 60FPS เกือบตลอดเวลา ส่วนเรื่องความร้อนก็แทบไม่รู้สึกอุ่นเลยและกินแบตเตอรี่น้อยมากครับในการเล่นแต่ละตา แต่สำหรับผม ซีพียูระดับนี้ ถ้าจะทำ Live เล่นเกมส์ ประสิทธิภาพก็คงเหลือใช้เลยครับ



PUBG Mobile สามารถปรับกราฟฟิคสูงสุดที่ HD



ผมได้ทดลองแล้วว่าเฟรมเรทสูงสุดที่ทำได้ในโหมด HD มันจำกัดที่ 30FPS ครับ แต่ถ้าเลือกกราฟฟิกเป็นต่ำ จะสามารถทำเฟรมเรทสูงสุดได้ที่ 40FPS ครับ ผมก็เลยไม่แปลกใจที่ทำไม PUBG Mobile ในมือถือแอนดรอยส่วนใหญ่ไม่ค่อยลื่น...



แต่ตัวผมเองก็เพิ่งทราบว่ามือถือที่ใช้ Snapdragon 845 และ 855 ถ้าเลือกกราฟฟิกแบบต่ำ จะสามารถทำเฟรมเรทสูงสุดที่ 60FPS กันเลยทีเดียว ซึ่งลื่นเหมือน iPhone เลยครับ 555+ ซึ่งผมมองว่าเป็นที่เกมส์มากกว่า ที่ทำให้มันไม่สามารถปรับไปถึง 60FPS ได้ เพราะผมลองสังเกตใน Mi 9T ดูว่าถ้าผมปรับสุด แต่ GPU ก็ทำงานเพียงแค่ 30-40% เท่านั้นแต่เฟรมเรทก็จะสุดอยู่ที่ 30FPS เท่านั้นครับ...ผมเข้าใจครับ ว่าถ้าเกมส์เค้าปรับให้เราเล่นเต็มประสิทธิภาพตลอด มันอาจจะทำให้มือถือเราร้อนจนเกินไป และถ้าเล่นนานๆ อาจจะทำให้ประสิทธิภาพมันลดลงเนี่องจากความร้อน แล้วทำให้เกมส์กระตุก เค้าเลยไม่ทำออกมา

Game Turbo



ใน Mi 9T ก็จะมี Game Turbo มาให้ใช้งานเหมือน Mi 9 เลยครับ ผมว่ามันค่อนข้างตอบโจทย์คนเล่นเกมส์ได้ค่อนข้างดีนะครับ



ตอนเข้าเกมส์ที่มุมบนซ้ายมือจะมีขีดสีเทา เมื่อเราสไลด์มันออกมาก็จะเจอปุ่มเมนูลัดต่างๆ ฟีเจอร์หลักของ Game Turbo ก็คงจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการเล่นเกมส์ ทำให้เล่นเกมส์ได้ดีขึ้นโดยการปิดแอพที่ทำงานเบื้องหลังออกไป และสามารถปิดการแจ้งเตือนและการโทรเข้าไม่รบกวนการเล่นเกมส์ของเรา และยังอัดวีดีโอหน้าจอ และแคปหน้าจอเกมส์ได้ด้วย แต่ฟีเจอร์ที่ผมเชื่อว่าใครที่ใช้มือถือปล่อยบอทคงชอบ คือมันสามารถปิดหน้าจอแล้วให้เกมส์ทำงานต่อไปได้โดยที่ไม่ต้องเปิดหน้าจอ ปกติแล้วตอนเรากดล็อคหน้าจอ เกมส์ก็จะหยุดทำงานไปด้วย แต่อันนี้จะยังสามารถทำงานได้ และมีเสียงอยู่ตลอดเวลา ทำให้เราไม่ต้องเปิดหน้าจอทิ้งไว้

Youtube



การดู Youtube ของ Mi 9T ก็สามารถดูได้เต็มจอโดยที่ไม่มีติ่งหรือรูมารบกวนแต่อย่างไร และด้วยขนาดหน้าจอที่ใหญ่กำลังพอดี ซึ่งส่วนตัวผมชอบมาก...



และก็ยังสามารถดูวีดีโอ Full HD 60FPS HDR ใน Youtube ได้ด้วยครับ

Netflix HDR



ช่วงหลังมา มือถือ Xiaomi รุ่นใหม่ๆ รองรับการดู Netflix แบบ Full HD แล้วนะครับ สังเกตที่ Security Level เป็น L1 แล้วครับ...แต่สำหรับคนที่ซื้อเครื่องโมเดลจีนมา อย่างเช่น Mi 9 ที่ผมรู้มาก็จะเป็น L3 ครับ ซึ่งจะไม่รอบรับการดูถึงระดับ HD นั่นเองครับ



แต่...ความพิเศษของ Mi 9T สามารถดู Netflix แบบ HDR กันเลยทีเดียว...ถือว่าเป็นรุ่นแรกที่รองรับ HDR เลยครับ ผมเชื่อว่าหลายๆคนที่ชอบดู Netflix ต้องชอบแน่ๆ เพราะเท่าที่ผมดูมา มือถือในราคาระดับนี้ ผมยังไม่เห็นตัวไหนรองรับ HDR ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่น่าสนใจมาก

ฟังเพลง



Mi 9T มีลำโพงตัวเดียว เท่าที่ผมทดสอบมา Mi 9 ,Mi 9 SE เป็นมือถือที่ลำโพงเสียงค่อนข้างดีแล้ว ในความคิดของผม...แต่พอได้มาเจอ Mi 9T ก็ทำให้ผมรู้ว่า มันดีกว่า...ทั้งนี้ทั้งนั้นผมว่าอาจจะเป็นเรื่องของความชอบแต่ละคนด้วย ว่าอาจจะชอบโทนเสียงที่ต่างกันออกไป แต่ลำโพงตัวนี้เสียงค่อนข้างจะดัง และขับเสียงกลางออกมาค่อนข้างชัดเจน เสียงแหลมไม่แหลมจนเกินไป

  

Mi 9T ได้ใส่ชิพเสียงของ Qualcomm Aqstic WCD9340 มาให้ด้วย จึงทำให้การฟังเพลงผ่านช่องหูฟัง 3.5 ดีขึ้นกว่ามือถือที่ไม่มีชิพเสียงแบบเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเรื่องความดังของเสียง ส่วนมิติเสียงส่วนตัวผมว่า Sound Stage หรือ เวทีเสีย มันก็ยังไม่กว้างเท่ากับ DAC Type C ของ Hidez ที่ผมใช้งานอยู่ แต่โดยรวมผมถือว่าค่อนข้างจะโอเคกับคุณภาพเลยครับ ส่วนตัวผมฟังเพลงค่อนข้างเสียงดัง เพราะฉะนั้น มันตอบโจทย์ผมแน่นอนครับ แต่ช่วงหลังๆผมจะใช้หูฟังบลูทูธซะส่วนใหญ่ 555+



และเมนูที่เพิ่มเข้ามาในเมนูหูฟังคือ เสียงไฮไฟ...เท่าที่ผมเปิดปิดดู ผมยังไม่เห็นความต่างนะครับว่ามันต่างกันตรงไหน แต่ถ้าเป็นในมือถือซัมซุงที่จะมีโหมดคล้ายๆกัน แต่ของซัมซุงจะมีการเพิ่ม Sound Stage หรือเวเทีเสียงให้กว้างขึ้นแบบเห็นได้ชัดเจนครับ

การโทร



Mi 9T รองรับ VoLTE และ HD Voice ซึ่งผมได้ทำการทดสอบแล้ว โดยการโทรหาเพื่อนที่เครื่องรองรับ HD Voice แต่สิ่งที่ผมแอบเสียดายคือเสียงอาจจะไม่ดังชัดเจนเหมือน Mi 9 ,Mi 9 SE หรือ Redmi Note 7 ที่เสียงจะดังกว่านี้ ส่วน VoWIFI โดยปกติแล้วมือถือ Xiaomi จะปิดฟีเจอร์นี้ไว้ แต่ถ้าต้องการจะเปิด กดเข้าไปที่เมนูโทรออก แล้วกด *#*#869434#*#* แล้วเข้าไปที่เมนูซิมการ์ดและเข้าไปที่ซิมที่เราจะทำการเปิด VoWIFI และจะเจอหัวข้อ โทรโดยใช้ WIFI ให้เปิด และหัวข้อรูปแบบเครือข่ายให้เลือกเป็น เลือกใช้ WIFI ก่อน เท่านี้ก็ใช้งานได้แล้วครับ แต่ถ้าพื้นที่สัญญาณดีๆ ตัวเครื่องอาจจะไม่ได้ใช้งาน VoWIFI ก็ไม่ต้องแปลกใจครับ



ตัวเครื่องสามารถจับคลื่นสูงสุดที่ 2CA

Wi-Fi



และแน่นอนว่ามือถือ Xiaomi ในราคาขนาดนี้ ต้องรองรับ Wi-Fi Dual Band เช่นเคยครับ



ช่วงหลังๆมานี้มือถือ Xiaomi ที่รองรับ Wi-Fi Dual Band จะสามารถปล่อยฮอทสปอทแล้วเลือกเป็นคลื่น 5G ได้ครับ ถือว่าเป็นอะไรที่ดีมาก บางทีในจุดที่เราอยู่ มี Wifi 2.4G เป็นจำนวนมาก อาจจะทำให้เราไม่สามารถใช้อินเตอร์เน็ตที่ปล่อยจากมือถือเราได้เนื่องจาก Channel ชนกัน เราก็สามารถเลี่ยงโดยการปล่อยเป็นคลื่น 5G ได้ครับ

คะแนน Antutu



อย่างที่รู้ๆ ครับ คะแนน Antutu ไม่ใช่ตัวชี้วัดว่ามือถือรุ่นนี้เร็วและแรงที่สุด มันเป็นเพียงตัวเลขครับ อย่าไปสนใจมันมาก เน้นที่การใช้งานจริงดีกว่าครับ ^^



แต่สำหรับคะแนนระดับนี้ผมบอกเลยว่า ประสิทธิภาพจะใกล้เคียงหรือดีกว่า Snapdragon 835 ไปแล้วนะครับ เพราะตัว Snapdragon 730 เป็นซีพียูรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี 8 นาโนเมตร ที่ประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่ความร้อนน้อยลงมาก

Mi 9T ใช้หน่วยความจำแบบ UFS 2.1 เพราะฉะนั้น ไม่ต้องห่วงเรื่องความเร็วเลยครับ

Sensor Box



เซ็นเซอร์พื้นฐานก็ให้มาครบครับ

ทดสอบ GPS



Mi 9T ไม่มี Dual GPS เหมือนรุ่นท็อป แต่ก็ใช้งานได้ดีครับ



การนำทางด้วย Google Maps ใน MIUI เวอร์ชั่น 10.3.8.0 สามารถนำทางได้ปกติ ไม่เพี้ยนครับผม



จุดสังเกต
Shutter Lag ยังมีให้เห็น และถ่ายโหมดบุคคลงและโหมด 48 ล้านพิกเซล ต้องรอประมวลผลนาน กว่าจะถ่ายรูปต่อไปได้
กล้องเลนส์ Ultra Wide ไม่มี Auto Focus
ไม่มี Laser Auto Focus อาจจะทำให้โฟกัสช้าไปบ้าง
ระบบสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอทำงานได้ค่อนข้างเร็ว
กล้องไม่มี OIS
แถมหัวชาร์จ Quick Charge 3.0 มาให้ในกล่อง
แบต 4000mAh สามารถใช้งานทั่วไปได้ทั้งวัน
หน้าจอเต็ม ไม่มีติ่ง

สรุป



สำหรับ Mi 9T หรือ Redmi K20 ตัวนี้ สำหรับผม ค่อนข้างจะตอบโจทย์ของผม ในเรื่องของ แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ทั้งวัน หน้าจอไม่มีติ่ง ผมเชื่อว่าหลายๆคนอาจจะลังเลยอยู่ระหว่าง Mi 9 และ Mi 9T ถ้าคุณได้อ่านรีวิวผมจนจบ คุณอาจจะรู้ว่าคุณชอบฟีเจอร์ไหนของรุ่นไหนมากกว่ากัน ถ้าคุณเน้นใช้งานด้านไหนให้คุณเลือกที่ตัวนั้น ผมก็คงบอกไม่ได้ว่ารุ่นไหนดีกว่ากัน เพราะมันดีกันคนละแบบ เพราะการใช้งานของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

***เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2562***



ยังไงผมก็ขอขอบคุณที่อ่านรีวิวยาวๆของผมจนจบนะครับ ตอนแรกผมก็ไม่คิดว่า Mi 9T จะเขียนรีวิวยาวขนาดนี้ อยากเขียนให้กระชับ เพราะผมคิดว่าหลายคนคงไม่อ่านหรืออ่านไม่หมด แต่ก็มีคนนึงบอกผมว่าเค้าอ่านจบ ซึ่งพอผมรู้แบบนี้ ผมก็มีกำลังใจที่จะเขียนแบบนี้ต่อไปหละครับ พอมาคิดดู...ผมก็คิดว่ายังมีอีกหลายคนคงอยากรู้อะไรที่มากกว่านั้น ขนาดตัวผมเองดูรีวิว ผมยังอยากรู้รายละเอียดที่ลงลึกเลย อย่างน้อย แค่คนๆเดียวที่อ่านจนจบ ผมก็ดีใจแล้วครับ 555+

ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ

ตัวอย่างรูปถ่ายที่ไม่ผ่านการปรับแต่ง













































สามารถสั่งซื้อได้ที่



2019-07-16 03:35:15
Favorites30 RateRate

Rookie Bunny

6221072730 | from app

#1

ฝาหลังสวยมากก
2019-07-16 05:13:45

Semi Pro Bunny

Bank-Maa | from Mi A2 Lite

#2

ว้าว!
2019-07-16 05:17:50

Pro Bunny

1834094399 | from MI 8

#3

น่าใช้ครับ
2019-07-16 05:52:23
รูปทรงสวยงามมาก
2019-07-16 06:38:25

Advanced Bunny

no.618**56011 | from MI 8

#5

เสียใจที่ 9T pro ไม่เข้า ....
2019-07-16 07:40:11

Pro Bunny

MaRn | from MI 9

#6

ขอบคุณครับ
2019-07-16 08:13:17

Pro Bunny

Eak9 | from Redmi 5 Plus

#7

ขอบคุณครับ
2019-07-16 08:32:22

Master Bunny

1831663862 | from Redmi Note 5

#8

ขอบคุณคร้บ
2019-07-16 08:41:59

Master Bunny

PungKunG | from Redmi 5A

#9

รีวิวได้ละเอียดมาก
ยังอ่านไม่หมดเลย
เยี่ยมๆๆๆๆ
2019-07-16 10:10:06

Pro Bunny

Comeback | from Redmi Note 6 Pro

#10

Mi9T คือ Redmi k20 หรอครับเนี่ย!?
2019-07-16 10:25:34
please sign in to reply.
Sign In Sign Up

TaE36

Moderator

  • Followers

    348

  • Threads

    31

  • Replies

    262

  • Points

    1055

Newbie Member
Best thread club
Halloween
Throw Back with Mi 2018
Redmi Note 7 into space
Mi Pop SE
80K Medal

Read moreGet new
Copyright©2016-2019 Xiaomi.com, All Rights Reserved
Content Policy
Quick Reply To Top Return to the list