In order to fulfill the basic functions of our service, the user hereby agrees to allow Xiaomi to collect, process and use personal information which shall include but not be limited to written threads, pictures, comments, replies in the Mi Community, and relevant data types listed in Xiaomi's Private Policy. By selecting "Agree", you agree to Xiaomi's Private Policy and Content Policy .
Agree

Mi 9T Pro

[รีวิว] รีวิว Xiaomi Mi 9T Pro (Redmi K20 Pro) คุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้วครับ

2019-09-10 06:53:22
7570 53

รีวิว Xiaomi Mi 9T Pro (Redmi K20 Pro) คุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้วครับ

สวัสดีครับ เจอกับผม เต้ อีกเช่นเคยครับ วันนี้ผมจะมารีวิว Xiaomi Mi 9T Pro หรือ Redmi K20 Pro ที่เปลี่ยนชื่อมานั้นเอง มือถือรุ่นนี้จะวางจำหน่ายโดยที่ไม่มีงานเปิดตัว ซึ่งจะเริ่มขายตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2562 ที่ JD Central และช็อป Xiaomi ส่วนตัวผมเอง ได้เครื่องรีวิวนี้มาตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา และได้ใช้งานเครื่องตั้งแต่วันที่ได้รับเครื่องมาเลย และได้ใช้เวลาอยู่กับ Mi 9T Pro เป็นเวลา 1 สัปดาห์เต็มๆ



สำหรับใครที่รอ Mi 9T Pro นั้น ผมจะบอกว่าคิดถูกแล้วครับที่รอ...ตอนที่ผมรีวิว Mi 9T และตอนนั้นก็คิดว่า Mi 9T Pro น่าจะไม่ต่างกันมาก แต่พอได้ลองใช้แล้วก็พบว่ามันมีความต่างกันอยู่หลายจุดเลยทีเดียว



ผมเชื่อว่าหลายๆคนได้อ่านรีวิวหรือดูรีวิวของ Mi 9T กันไปพอสมควรแล้ว ผมบอกก่อนเลยว่า ตัวเครื่องภายนอกกับเมนูบางอย่างจะมีความเหมือนกันในหลายๆอย่าง แต่ก็มีอะไรที่ไม่เหมือนกันหลายอย่าง เพราะฉะนั้นการรีวิวครั้งนี้อาจจะคล้ายๆกับรีวิว Mi 9T ที่ผมเคยทำมาบ้าง แต่ในรีวิวนี้ ผมจะมีการเปรียบเทียบ Mi 8 , Mi 9 , Mi 9T หรือ Mix 3 มาบ้าง เพราะหลายๆคนมาถามผมค่อนข้างบ่อยว่า Mix 3 กับ Mi 9T หรือ Mi 8 กับ Mi 9T จะเลือกอะไรดี วันนี้ผมก็จะมาบอกครับ ว่าการใช้งานแบบไหน เหมาะกับรุ่นไหน...เพราะตอนนี้ราคาแต่ละตัวนั้นอยู่ในช่วงราคาที่ใกล้เคียงกัน ทำให้มีตัวเลือกค่อนข้างเยอะและเลือกลำบาก...

ส่วนใครที่อยากดูเป็นวีดีโอก็ตามลิงค์ด้านล่างนี้ได้เลยนะครับ ถ้ารีวิวนี้มีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยนะครับ จะได้แก้ไขในรีวิวถัดไปครับ ^^; และสุดท้ายผมก็หวังว่าหลายๆคนคงจะอ่านจบนะครับ เพราะหลายๆคอมเมนท์บอกว่าอ่านจบ หรือดูคลิปยาวๆของผมจนจบ ผมขอบคุณมากๆเลยครับ...เกริ่นกันมาพอสมควรแล้วครับ เชิญอ่านได้เลยครับ...






กล่องของ Mi 9T Pro จะมาในรูปแบบที่ต่างจากรุ่นอื่นๆ ซึ่งปกติจะมีเพียงตัวเลขหรือชื่อรุ่นสกรีนบนกล่องเท่านั้น แต่ Mi 9T Pro จะสกรีนรูปตัวเครื่องไว้บนกล่องเลย...ซึ่งกล่องก็จะมีรูปแบบที่เหมือนกับ Mi 9T แต่ต่างกันที่วอลเปเปอร์จากสีฟ้าม่วง ก็จะเป็นสีแดงน้ำเงิน และสกรีนคำว่า Mi 9T Pro เอาไว้ครับ...จะได้แยกออกได้ง่ายขึ้น 555+



ในรุ่นอื่นๆส่วนใหญ่จะมีสติกเกอร์ Global Version มาให้...ด้วยความที่ครั้งนี้มีการแยกโมเดลชัดเจน โดยการเปลี่ยนชื่อ จาก Redmi K20 , K20 Pro เป็น Mi 9T , Mi 9T Pro ก็ทำให้เรารู้ได้ทันทีว่า Mi 9T , Mi 9T Pro เป็นเครื่องรอม Global นั้นเอง...



ปกติสติกเกอร์ที่ไว้บอกสเปกคร่าวๆหรือหมายเลขตัวเครื่องต่างๆเดิมจะติดอยู่ที่หลังกล่อง แต่ครั้งนี้กลับติดไว้ด้านล่าง เหมือนกล่อง Mi 9T ครับ...ส่วนเครื่องที่ผมได้มารีวิวครั้งนี้ เป็นสี Glacier Blue รุ่น Ram 6GB ความจุ 128GB ซึ่งเป็นสีเดียวกับตอนที่ผมรีวิว Mi 9T ไปอีก...ซึ่งตอนไปรับเครื่อง เป็นครั้งแรกเลยที่ผมอยากได้เครื่องสีดำ ทั้งที่ผมไม่ค่อยชอบสีดำเท่าไหร่ เพราะมันดูไม่เด่น...แต่สีดำก็ไม่มี ; แต่ผมถ่ายรูปใหม่ทั้งหมดแน่นอนครับ ไม่มีการเอารูป Mi 9T มาใช้แน่นอนครับ 555+

สเปกตัวเครี่อง
ขนาดตัวเครื่อง 156.7 x 74.3 x 8.8 มิลลิเมตร
หน้าจอแสดงผลขนาด 6.39 นิ้ว AMOLED ความคมชัด Full HD+ อัตราส่วนหน้าจอ 19.5:9
รองรับเทคโนโลยี DC dimming ที่สามารถลดความร้อนของหน้าจอ OLED รวมทั้งช่วยถนอมสายตาให้กับผู้ใช้งาน
ระบบปฏิบัติการ MIUI 10 บน Android 9 Pie
CPU: Snapdragon 855
GPU: Adreno 640
RAM : 6GB
ความจุตัวเครื่อง 64 / 128GB ใช้หน่วยความจำแบบ UFS 2.1
กล้องหลัง 3 เลนส์ 13 + 48 + 8 ล้านพิกเซล
กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง F/2.4 มุมกว้าง 123 องศา
กล้องหลัก 48 ล้านพิกเซล F/1.75 Sony IMX582
กล้อง Telephoto 8 ล้านพิกเซล F/2.4
มี Laser Focus ที่ช่วยให้โฟกัสได้เร็วขึ้น (Mi 9T ไม่มี Laser Focus)
กล้องหน้า 20 ล้านพิกเซล F/2.2
แบตเตอรี่ 4000mAh
มีช่องเสียบรูหูฟังขนาด 3.5 mm
สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ
มีสีให้เลือก 3 สี สำดำ Carbon Black  สีแดง Flame Red  สีฟ้า Glacier Blue
ราคา 6/64GB 13,990 บาท และ 6/128GB 14,990 บาท



ในกล่อง Mi 9T Pro

อุปกรณ์ในกล่องก็จะมีตัวเครื่อง เคสแข็งแบบบาง แบบเดียวกับที่ให้มาใน Mi Mix 3 และก็จะมีคู่มือ และการรับประกัน เข็มจิ้มถาดซิม หัวชาร์จ Quick Charge 3.0 18W และสายชาร์จ ตัวนี้ไม่แถมตัวแปลง Type C เป็น 3.5 เพราะเครื่องนี้มีช่อง 3.5 มาให้ครับ ^^



และผมก็แอบเสียดายความสวยของฝาหลังครับ เค้าน่าจะแถมเป็นเคสแข็งแบบใสหรือเคส TPU แบบใสก็ได้ครับ เพื่อให้เห็นฝาหลังสวยๆแบบนี้ เพราะฝาหลังสวยมากครับ...ส่วนตัวผมว่าสวยกว่า Mi 9 ซะอีก 555+ และผมมีอีกเรื่องที่จะบอกครับ...คุณเห็น Logo MI จางๆที่อยู่ในภาพมั้ยครับ...ผมใช้ได้เพียง 5 วัน Logo MI ก็หายไปแบบงงๆ เลยครับ...ใครซื้อไปใช้ไม่กี่วันก็อย่าตกใจไปนะครับ เพราะ Mi 9T หรือ Mix 3 ผมก็เจอแบบนี้ครับ คือใช้ไปซักพักนึงจะจางๆไป แต่อันนี้หายไปเลยครับ 555+

ภายนอก



ตอนผมรีวิว Mi 9T ไป ผมเคยบอกว่า มือถือในราคาประมาณนี้ ส่วนใหญ่จะใช้บอดี้พลาสติก แต่สุดท้ายแล้วมันก็คือบอดี้โลหะทั้ง Mi 9T และ Mi 9T Pro นะครับ...และผมได้ยินหลายๆคนพูดเลยว่าตัวเครื่องค่อนข้างหนัก...การจับถือไม่เหมือนมือถือราคาถูกเลย จับแล้วดูมีน้ำหนักที่ดีทีเดียวครับ แต่ก็คงไม่รู้สึกหนักเท่า Mix 3 แน่นอนครับ 555+



และนี่ก็เป็นอีกจุดนึงที่ผมบอกเลยว่า...มันสวยมากครับ เมื่อฝาหลังกระทบกับแสงแล้วลายจะออกมาเป็นแบบนี้เลยครับทั้งสีแดงและสีฟ้าและเมื่อไม่กระทบกับแสงมันก็จะไม่มีเส้นสายให้เราเห็น มีเพียงด้านข้างเครื่องที่เป็นสีฟ้าเท่านั้น ตรงกลางก็จะเป็นสีดำ...ส่วนสีดำ จะเป็นลายคาบอนครับ ซึ่งสวยไปอีกแบบ และตัวเครื่อง “ไม่กันน้ำ” แต่ได้มีการเคลือบสารเคมี P2i ที่สามารถกันละอองน้ำได้ครับ



การจับถือนั้น มีความคล้ายหรือเหมือน Mi 9 ค่อนข้างมากครับ คือจับแล้วดูพอดีมือ เหมาะกับคนมือใหญ่ๆแบบผม เพราะฝาหลังมีการโค้งเพื่อรับกับฝ่ามือ และตัวกล้องนูนจากฝาหลังเพียงแค่ 1 มิลลิเมตร โดยประมาณ ซึ่งถือว่าบางมากครับ ทำให้ไม่ต้องกลัวเวลาวางมือถือกับโต๊ะและกล้องจะโดนกับโต๊ะ



ต่อมา ด้านหน้าตรงกลางก็จะเป็นช่องลำโพงสนทนาที่มีขนาดไม่ยาวมากเหมือน Mi 9 แต่ให้เสียงได้ไม่ดังมากเหมือน Mi 9 และตัวนี้ได้มีการเอาเซ็นเซอร์มาไว้ที่ข้างๆลำโพงสนทนาแล้วครับ จาก Mi 9 ที่ฝันเซ็นเซอร์แสงไว้ใต้หน้าจอ ทำให้การวัดแสงนั้นยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ Mi 9T Pro สามารถเอาเซ็นเซอร์มาวางไว้ด้านบนได้พร้อมกับเซ็นเซอร์ปิดหน้าจอขณะสนทนา ทำให้เวลาคุยโทรศัพท์หน้าจอจะไม่ติดขึ้นมาเอง (เป็นบางครั้ง) เหมือน Mi 9



ด้านซ้ายก็จะเรียบๆ ซึ่งปกติเราจะคุ้นชินว่ารุ่นอื่นๆของ Xiaomi ถาดใส่ซิมจะอยู่ฝั่งซ้ายของตัวเครื่อง...สรุปคือมีแต่เส้นเสารับสัญญาณให้เห็นแค่ขีดเดียว ;



ด้านขวาของตัวเครื่องก็จะมีปุ่มเปิดปิดเครื่องเป็นสีแดงมาให้ แต่ผมไม่แน่ใจว่าเครื่องสีแดง ปุ่มจะเป็นสีอะไร และต่อมาก็จะเป็นปุ่มเพิ่มเสียงลดเสียง ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่ดี ไม่สูงจนเกินไป



ด้านล่างก็จะมีช่องใส่ซิม ช่อง USB Type C ไมโครโฟนตัวหลัก และลำโพง



สำหรับซิมการ์ดก็ใส่ได้ 2 ช่อง และไม่ใช่ Hybrid Slot จึงไม่สามารถใส่เมโมรี่การ์ดเพิ่มได้ ต้องเลือกขนาดความจุตัวเครื่องให้เหมาะกับตัวเองด้วยนะครับ ^^;



ด้านบนก็จะมีรูไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนขณะสนทนา และช่องหูฟัง และกล้องหน้าที่ถูกซ่อนอยู่



ด้านหลังก็จะเป็นกล้อง 3 ตัว ซึ่งการวางรูปแบบกล้องจะเหมือนกับ Mi 9 แต่สเปกเลนส์จะต่างจาก Mi 9 กล้องตัวบนสุดที่มีวงกลมสีเงินๆ เป็นกล้องเลนส์เทเล ขนาด 8 ล้านพิกเซล ที่ไว้ซูมหรือถ่ายภาพบุคคลที่ละลายหลังได้ ตรงกลางจะเป็นเลนส์ระยะ Wide ปกติ เป็นเซ็นเซอร์กล้อง 48 ล้านพิกเซล และจะมีจุดสองจุดระหว่างกล้องตัวกลางกับกล้องล่าง จะเป็นเป็นที่อยู่ของ Laser Focus ครับ ซึ่ง Mi 9T จะไม่มีมาให้ครับ และกล้องตัวสุดท้ายคือเลนส์ Ultra Wide ขนาด 13 ล้านพิกเซล ที่สามารถถ่ายภาพมุมกว้างกว่าปกติ ที่ความกว้าง 124.8 องศา และสุดท้ายก็จะเป็นแฟลช LED สองดวง และฝาหลังก็ยังเป็นที่อยู่ของ NFC อีกด้วยครับ และฝาหลังใช้กระจก Corning Gorilla Glass 5 ซึ่งทนรอยขีดข่วนได้ดีครับ

จุดเด่น



หน้าจอ



หน้าจอ Mi 9T Pro ถือว่าเป็นอีกจุดเด่นนึงเลยก็ว่าได้ เพราะจอไร้ติ่งไร้รูแบบนี้ก็จะทำให้ดูวีดีโอหรือใช้งานแอพพลิเคชันได้โดยไม่มีติ่งมารบกวนเลย ซึ่งผมชอบตรงนี้มาก Mi 9T Pro ใช้จอ AMOLED ของ Samsung ด้วยขนาดหน้าจอ 6.39 นิ้ว Full HD+ 2340 x 1080 พิกเซล ความละเอียดหน้าจอ 403 PPI อัตราส่วนหน้าจอ 19.5:9 ที่รองรับการแสดงผล HDR เหมือน Mi 9 ซึ่งหน้าจอตัวนี้ก็จะเหมือนๆกับรุ่นท็อปๆของ Xiaomi อยู่แล้ว และเมื่อเทียบกับ Mi 9 ก็แทบไม่ต่างกันเลย ต่างกันแค่มีติ่งกับไม่มีติ่งแค่นั้นครับ 555+ และข้อดีอีกอย่างของจอ AMOLED คือสู้แสงแดดได้ดีครับ



และ Mi 9T Pro ยังมาพร้อมกับ DC dimming เป็นฟีเจอร์ที่ใช้ควบคุมแสงบนหน้าจอ เวลาเราใช้งานแสงหน้าจอต่ำๆจะรู้สึกสบายตากว่าปกติ ซึ่งปกติแล้ว มือถือที่ใช้จอ OLED แล้วไม่มี DC dimming อาจจะรู้สึกเวลาใช้งานหน้าจอในที่มืดและใช้แสงต่ำ บางคนอาจจะรู้สึกถึงการกระพริบของหน้าจอ ซึ่งตัวผมก็เคยเป็นมาก่อน เวลาเล่นมือถือก่อนนอนในห้องมืดๆ พอเราเลิกเล่น เราจะรู้สึกเหมือนมีภาพติดตาและกระพริบ...ตอนผมรีวิว Mi 9T ผมได้บอกว่ารองรับ DC dimming ซึ่งตอนแกะกล่องมาก็ไม่มีเมนูให้เราไปกดเปิด แต่สำหรับ Mi 9T Pro มีให้เปิดในเมนู ตั้งค่า ได้เลย ^^;

กล้องหน้า POP UP



กล้องหน้าขนาด 20 ล้านพิกเซล ซึ่งจุดเด่นของ Mi 9T และ Mi 9T Pro ก็คงเป็นกล้องหน้า และที่สำคัญคือ เมื่อเวลาเปิดปิดกล้อง ก็จะมีแสงสีฟ้าอยู่ข้างๆกล้องด้วย ตามสเปกที่แจ้งมาบอกว่ากระจกที่ใช้ครอบเลนส์กล้องเป็นกระจก Sapphire ซึ่งเหมือนกับ Mi 9 ที่ใช้กระจก Sapphire กับกล้องหลัง ทำให้กันรอยขีดข่วนได้ดีกว่ากระจกทั่วไป...เพิ่มเติมนิดนึงครับ เวลาเปิดปิดกล้องหน้า จะมีเสียงมอเตอร์เบาๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกตินะครับ เพราะผมเคยจับ Vivo V15 Pro ก็มีเสียงเหมือนกันครับ แต่ว่าแต่ละตัวก็อาจจะมีเสียงที่ต่างกันบ้างนิดหน่อย

และตัวนี้ยังมีระบบป้องกันเมื่อตัวเครื่องกำลังหล่นลงพื้น ตัวกล้องจะทำการปิดตัวเองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องห่วงว่ากล้องจะกระแทกพื้นครับ ^^;

และอีกเรื่องที่มีคนมาบอกผมและได้เจอมากับตัวเองคือกล้องหน้าเปิดช้า...ไม่ได้หมายความว่ามันเลื่อนขึ้นลงช้านะครับ แต่เวลากดเปิดกล้องหน้าในโหมดกล้อง หรือสไลด์ขึ้นเพื่อให้สแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อคพดกดแล้ว มันต้องทำงานทันที แต่ที่ผมเจอเครื่องเพื่อน มันจะช้ากว่าปกติแบบเห็นได้ชัด กว่ากล้องจะทำการยกขึ้น... เครื่องที่ผมได้มารีวิวทั้งสองเครื่องทั้ง Mi 9T และ Mi 9T Pro ของผม ไม่เจอปัญหานี้ ผมเลยคิดว่า มันน่าจะเป็นปัญหาแค่บางเครื่องเท่านั้นซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าเกิดจากสาเหตุใด

และอีกอย่างที่มีคนมาถามผมก็คือ เวลาคนโทรวีดีโอคอลมา เวลาใส่กระเป๋ากางเกงอยู่ กล้องจะเปิดขึ้นมาทันที...และเท่าที่ผมดู มันไม่มีเมนูที่จะตั้งค่าไม่ให้กล้องเปิดขึ้นมาเองได้นะครับ T T;



Mi 9T ยังมีระบบสแกนหน้าเพื่อปลดล็อค (Ai Face Unlock) มาให้  แต่เป็นการใช้กล้องหน้าปลดล็อค เพราะฉะนั้น มันจะไม่ปลอดภัยเหมือนปลดล็อคด้วยลายนิ้วมือ ตัวเครื่องก็แจ้งมาแบบนี้เช่นกัน แต่การใช้งานจะต่างจาก Xiaomi รุ่นที่ผ่านๆมา โดยปกติแล้วเมื่อเรากดปิดหน้าจอ กล้องจะทำงานแล้วปลดล็อคให้เลย...แต่พอเป็น Mi 9T หรือ Mi 9T Pro เมื่อเรากดเปิดหน้าจอแล้ว เราต้องสไลด์หน้าจอขึ้นหนึ่งครั้งเพื่อเรียกกล้องหน้ามาปลดล็อคใบหน้า...ส่วนตัวผมว่ามันอาจจะดูช้าและดูยุ่งยากไปซักหน่อย แต่มันก็ดูเทห์ดีครับ 555+



สแกนลายนิ้วมือ Mi 9T Pro ก็จะเป็นแบบสแกนลายนิ้วมือใต้จอเหมือน Mi 9 ซึ่งก่อนหน้านี้ผมเคยบ่นเรื่องสแกนลายนิ้วมือไปว่า Mi 9 สแกนช้า แต่จริงๆแล้วผมก็เพิ่งจะเข้าใจว่าการสแกนลายนิ้วมือแบบ Optical หรือการใช้กล้องตรวจจับลายนิ้วมือของเรา มันมีพื้นที่กลมๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางน่าจะประมาณ 5 มิลลิเมตรเท่านั้น...

ในความคิดผม ตอนเรากำลังเพิ่มลายนิ้วมือในระบบพยามอย่าขยับนิ้วเลื่อนไปมาเยอะเกินไป ตอนวางนิ้วพยามกดให้เหมือนตอนเราปลดล็อคเครื่อง และเมื่อเสร็จสิ้น ผมลองปลดล็อคดู ไม่ว่าเราจะติดฟิล์มกระจก เราก็ยังสามารถสแกนนิ้วได้เร็วเหมือนตอนไม่ติดฟิล์ม และไม่ต้องใช้แรงกดเยอะ แค่เอานิ้ววางเบาๆก็ปลดล็อคได้รวดเร็วครับ...

แบตเตอรี่และการชาร์จ



ตอนที่ผมรีวิว Mi 9T การชาร์จเพียงครั้งเดียว ผมสามารถใช้งานได้ประมาณ 15 ชั่วโมงเลยทีเดียว...พอมาเป็น Mi 9T Pro ผมก็คิดว่า ด้วยซีพียูที่แรงกว่ามาก ก็น่าจะทำให้ระยะเวลาการใช้งานน่าจะสั้นลง แต่เมื่อผมได้ลองใช้งานมาหลายวัน ผมก็พบว่า มันกินไฟแทบจะไม่ต่างกับ Mi 9T ที่ใช้ Snapdragon 730 ซักเท่าไหร่เลย ซึ่งการใช้งานของผมก็ทำเหมือนตอนรีวิว Mi 9T คือใช้งานทั่วไปเช่น ดูยูทูป ถ่ายรูป เฟซบุ๊ค ไลน์ ฟังเพลงผ่าน Spotify ทั้งในรถ และในบ้าน ซึ่งผลที่ออกมาก็สามารถใช้งานได้ประมาณ 15 ชั่วโมงเช่นเดียวกัน แต่ในรูปภาพประกอบ มีการทดสอบการเล่นเกมส์นิดหน่อย เลยทำให้เวลาการใช้งานตกลงไปอยู่ประมาณ 14 ชั่วโมงกว่าๆ สรุปก็คือผมสามารถใช้งานได้ตั้งแต่เช้าถึงเย็น โดยไม่ต้องพก Power Bank เลย

และมาถึงจุดที่หลายๆคนถามผม ว่า Mi 8 , Mi 9 , Mi 9T , Mi 9T Pro ตัวไหนแบตทนที่สุด ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่เน้นเล่นเกมส์ เล่นแค่โซเชียล หรือดูยูทูป Mi 9T จะตอบโจทย์ที่สุด ส่วนใครที่เน้นเรื่องเล่นเกมส์ด้วย ก็ต้องจบที่ Mi 9T Pro เท่านั้นครับ ส่วน Mi 8 , Mi 9 แบตเตอรี่ค่อนข้างจะน้อยกว่าทำให้ต้องมีการชาร์จระหว่างวันบ้างครับ



ทดสอบการชาร์จแบตเตอรี่กลับ ตั้งแต่ 0-100% ผลคือ ภายใน 1 ชั่วโมงแรกในการชาร์จ ผมสามารถชาร์จได้ไปประมาณ 80% และความร้อน มีผลทำให้ชาร์จช้าลง ในบางครั้งที่ผมชาร์จ ถ้าแบตเตอรี่มีอุณหภูมิสูงหรือร้อน จะส่งผลให้การชาร์จนั้นช้าลง ซึ่งในการทดสอบของผมครั้งนี้ ตัวเครื่องค่อนข้างร้อน เลยทำให้ระยะเวลาการชาร์จจาก 0-100% ใช้เวลาไป 1 ชั่วโมง 30 นาที โดยประมาณ จาก 90% การชาร์จจะเริ่มช้าลงแบบเห็นได้ชัด เหตุผลก็น่าจะเป็นการลดความร้อน



และในขณะชาร์จ ก็จะมีไฟสีฟ้าด้านบนด้วย...ถือเป็นความคิดที่ดีครับที่เอาไฟไปใส่ไว้ตรงกล้อง เพราะตอนเปิดกล้องก็จะมีไฟ ตอนชาร์จ กล้องปิดก็มีไฟ แต่ก็มีแสงรั่วบ้างนิดหน่อยก็อย่าไปซีเรียสนะครับ ;



Mi 9T Pro แถมหัวชาร์จ Quick Charge 3.0 จ่ายไฟสูงสุดที่ 18W  มาให้ในกล่องเลย ไม่ต้องซื้อเพิ่ม แต่ก็ยังเป็นหัวกลมอยู่ดี เวลาเสียบปลั๊กมันจะหลุดง่ายหรือหลวมมากครับ ผมนี่รำคาญมากเลย จนต้องไปซื้อหัวชาร์จใหม่ที่เป็นหัวแบนมาใช้แทนครับ 555+

และสิ่งที่ Mi 9T Pro ต่างจาก Mi 9T ก็คือ รองรับการชาร์จเร็ว 27W เช่นเดียวกับ Mi 9 แต่ไม่รองรับ Wireless Charge นะครับ...ถ้าต้องการชาร์จด่วน 27 วัตต์แนะนำให้ซื้อหัวชาร์จของ Xiaomi 27 วัตต์ และหัวชาร์จทั้งสองฝั่งต้องเป็น Type-C ทั้งสองฝั่งเท่านั้นนะครับ



โหมดพกพา หลายๆคนอาจจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่มันก็ได้หายไปจากรุ่นท็อปๆ อย่าง Mix 3 ,Mi 9 ,Mi 9 SE ซึ่งโหมดพกพาคือโหมดที่เวลาเราใส่มือถือในกระเป๋าหรือกระเป๋ากางเกง หน้าจอจะปิดอยู่ตลอดเวลา พูดง่ายๆคือ ป้องการสัมผัสหน้าจอโดยที่ไม่ได้ตั้งใจนั่นเอง...ส่วนตัวผมเคยเจอปัญหานี้ตอนใช้ Mix 3 ,Mi 9 ,Mi 9 SE ก็คือเวลามีแจ้งเตือนมาแล้วจอมันติดขึ้นมาตอนใส่กระเป๋า แล้วมันจะมีหน้าจอให้เราใส่รหัส มันก็จะกดเองมั่วๆ จนมือถือผมล็อคไป 1 นาที...แต่ก็เจอไม่บ่อยครับ และก็บางทีเพลงเล่นเองตอนใส่กระเป๋า เพราะตรงหน้าจอล็อคมันจะมี Widget ของเครื่องเล่นเพลงอยู่ อยู่ดีๆดังขึ้นมาเองก็มีครับ อายมากก บอกเลย 555+ เพราะฉะนั้น เพียงแค่คุณเปิดโหมดพกพา คุณก็จะไม่เจอปัญหาเหล่านี้แน่นอนครับ ^^;

กล้อง



และอีกเช่นเคยครับ ผมขออธิบายเรื่องกล้องเพิ่มเติมครับ ซึ่งมันอาจจะยาวซักนิดเหมือนเดิมครับ 555+ แน่นอนว่า หลายๆคน หรือ แม้กระทั่งผมเอง ก็จะคิดว่า มันยกกล้อง Mi 9T หรือกล้อง Mi 9 มานั้นแหละ ซึ่ง...คราวนี้มันผสมครับ 555+ กล้องหลัก ใช้ SONY IMX 586 ซึ่งตามตัวเลขแล้วก็น่าจะใช้ของ Mi 9 แต่ผมก็คิดว่ามันยก Mi 9 SE มา เพราะถึงตัวเลขรุ่นจะเหมือนกัน แต่พอถ่ายเทียบประสิทธิภาพกันจริงๆแล้ว Mi 9 ก็ยังทำออกมาได้ดีกว่าอยู่ดี ส่วนกล้องเลนส์เทเล และกล้องเลนส์ Ultra Wide หรือเลนส์มุมกว้างพิเศษ จะใช้ตัวเดียวกับ Mi 9T และ Mi 9 SE เลยครับ



แต่...ถ้าคุณสังเกตดูในภาพดีๆ คุณจะเห็นจุดสองจุดที่อยู่ระหว่างกล้องตัวกลางและตัวล่าง ตัวนี้เรียกว่า Laser Focus ซึ่งช่วยทำให้การโฟกัสทำได้รวดเร็วมากขึ้น...ถึงจะไม่เร็วเท่า Dual Pixel ที่อยู่ใน Mi 8 , Mix 3 แต่มันก็ถือว่าทำได้ดีครับ รีวิว Mi 9 SE หรือ Mi 9T ผมเคยบอกเรื่องนี้ไปแล้วครับ ว่าการที่สองรุ่นนั้น ไม่มี Laser Focus ทำให้การโฟกัสมันช้ากว่าการที่ไม่มี Laser Focus แบบเห็นได้ชัดเลย...อย่างที่ผมบอกครับว่า Mi 9T Pro เป็นส่วนผสมของรุ่นอื่นๆจนมาเป็น Mi 9T Pro ครับ 555+



เริ่มจากการจัดวางตำแหน่งกล้องก่อน Mi 9T Pro จะวางตำแหน่งกล้องเหมือน Mi 9T โดย ลนส์ตัวบนสุดที่เป็นเลนส์ระยะซูม 2 เท่า แต่ค่า F ของเลนส์ตัวนี้อยู่ที่ F2.4 ซึ่งแคบกว่า Mi 9 ที่ค่า F 2.2 และพิกเซลที่ลดลงเหลือ 8 ล้านพิกเซล จาก 13 ล้านพิกเซล ทำให้ถ่ายในเวลากลางคืนอาจจะทำได้ไม่ดีเท่า Mi 9

กล้องหลัก 48 ล้านพิกเซล ที่อยู่ตรงกลางคือกล้อง SONY IMX586 ขนาด 48 ล้านพิกเซล ค่า F ของกล้องตัวนี้อยู่ที่ 1.75  ขนาดเซ็นเซอร์ ½ นิ้ว กล้อง 48 ล้านพิกเซลตัวนี้ ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Super Pixel ซึ่งเป็นการรวมพิกเซล 4 พิกเซล รวมเป็นหนึ่ง ซึ่งถ้าเราถ่ายในโหมดปกติ หรือออโต้ หรือเปิดใช้งาน Ai รูปที่ได้ก็จะเป็น 12 ล้านพิกเซลนั่นเอง เป็นการเอา 48 ล้านพิกเซล หาร 4 จะได้ 12 ล้านพิกเซล แต่เราก็สามารถถ่ายภาพ 48 ล้านพิกเซลได้เช่นกัน เพราะมีโหมดให้เลือก ซึ่งคุณภาพที่ได้ก็จะดีกว่า 12 ล้านพิกเซล แบบเห็นได้ชัด



และเลนส์ตัวล่างสุดจะเป็นเลนส์ Ultra Wide หรือเลนส์มุมกว้างพิเศษ จนถึงตอนนี้ผมก็ไม่ทราบยี่ห้อเซ็นเซอร์ที่ใช้ แต่ที่รู้คือ ใช้เลนส์คนละตัวกับ Mi 9 ที่ใช้ของ Sony ซึ่งเลนส์ Ultra Wide ของ Mi 9T Pro จะไม่มี Auto Focus เหมือน Mi 9 ซึ่งจะถ่าย Macro หรือระยะใกล้ไม่ได้ แต่ข้อดีของการไม่มี Auto Focus มันก็จะทำให้ภาพที่ได้นั้นกว้างกว่า Mi 9 นั้นเอง และขนาดพิกเซลก็ลดลงเหลือ 13 ล้านพิกเซล จาก 16 ล้านพิกเซลใน Mi 9 และค่า F จะอยู่ที่ F2.4 ซึ่งแคบกว่า Mi 9 ที่ F2.2 นั้นหมายความว่า การถ่ายในที่มืดเมื่อใช้เลนส์ Ultra Wide Mi 9 จะถ่ายออกมาดูสว่างกว่านั้นเอง



และก็มาถึงคำถามที่ใครหลายๆคนถามผมมา สำหรับใครที่มีตัวเลือกอยู่ 3 ตัว ก็คือกล้อง Mi 8 หรือ Mi 9T , Mi 9T Pro หรือ Mi 9 กล้องตัวไหนดีที่สุด ส่วนตัวเท่าที่ผมใช้งานมาแล้วทั้ง 3 ตัว ผมให้กล้อง Mi 9 ดีที่สุด ใน 3 ตัว นี้เลยครับ ทั้งเรื่องสีสัน การเก็บรายละเอียด และจำนวนพิกเซลเลนส์เทเลและเลนส์ Ultra Wide ที่พิกเซลมากกว่า รองลงมาก็จะเป็น Mi 9T และ Mi 9T Pro ตามลำดับ ส่วนถ้าจะให้เทียบระหว่าง Mi 8 และ Mi 9T , Mi 9T Pro ผมก็ยังยืนยันที่จะเลือก Mi 9T หรือ Mi 9T Pro มากกว่า เพราะมีกล้องครบทั้ง 3 ระยะ...ซึ่งทำให้การถ่ายภาพสนุกกว่าแน่นอนครับ ^^;



หน้าจอ UI ของกล้องมีการปรับปรุงให้ใช้งานง่ายขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ ซึ่งจริงๆแล้วส่วนที่เปลี่ยนจริงๆ คือการสลับไปมาระหว่างเล่นส์ 3 ระยะ...ซึ่งปกติใน Mi 9 , Mi 9 SE การสลับระยะระหว่างเลนส์ Ultra Wide และระยะปกติ ต้องทำการกดที่ไอคอนเท่านั้น แต่ Mi 9T และ Mi 9T Pro ปรับให้ใช้งานง่ายขึ้นโดยการจีบนิ้วหรือกางนิ้วออกเพื่อใช้งานเลนส์แต่ละช่วงให้สะดวกขึ้น

กล้องหลัง
รูปภาพ




เลนส์ Ultra Wide ของ Mi 9T Pro กว้าง 124.8 องศา ทำให้เราสนุกกับการถ่ายภาพมุมกว้างขึ้น โดยที่เราสามารถถ่ายภาพในที่แคบ หรือถ่ายรูปคนจำนวนมากในพื้นที่ที่จำกัดได้ค่อนข้างดี และสามารถเก็บภาพวิวหรือบรรยากาศได้กว้างมากกว่าเลนส์ระยะปกติเยอะพอสมควรครับ


หลายๆคนอาจจะยังข้องใจอยู่ว่า ในเมื่อเลนส์หลัก เป็น SONY IMX 586 เหมือนกับ Mi 9 แล้วทำไมผมถึงบอกว่าไม่เหมือนกัน...ผมจะเล่าให้ฟังครับ ถ้าไม่สนใจก็ข้ามส่วนนี้ไปก่อนได้ครับ เพราะมันก็คงจะเยอะอีกเช่นเคย 555+



ปกติกล้องหลัง ตัว 48 ล้านพิกเซล ของทั้งสองตัว ก็ทำได้ดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเก็บแสงในที่มืดสว่าง และ HDR ของกล้องก็ทำงานได้ค่อนค่างจะดีเลย ผมเชื่อว่าใครหลายๆคนที่ลังเลเรื่องกล้องระหว่าง Mi 9 และ Mi 9T Pro นั้น คุณอาจจะต้องอ่านซักหน่อย...

เท่าที่ผมได้ลองถ่ายรูปเทียบกันทั้งสองตัว สิ่งที่ผมเห็นว่ามันต่างกันชัดเจนก็จะเป็นเรื่องของสีของภาพที่ออกมา Mi 9 สีจะใกล้เคียงเหมือนที่ตาเห็นมากกว่า ส่วน Mi 9T Pro สีจะซีดกว่า และเมื่อเจอภาพย้อนแสงหรือภาพที่มีส่วนมืดส่วนสว่างอยู่ในภาพเดียวกันการเก็บรายละเอียดที่มืดและสว่างของ Mi 9 จะทำได้ดีกว่า และสิ่งที่ Mi 9 ทำได้ดีกว่าก็จะเป็นเรื่องการถ่ายที่มืดที่ดีกว่า...



ผมได้ทำการทดสอบในรีวิว Mi 9T ที่ผ่านมา ก็ทำให้ผมรู้ว่า ISO สูงสุดที่ Mi 9 , Mi 9T และ Mi 9T Pro สามารถทำ ISO สูงสุดที่ 512000 แต่ผลลัพธ์ที่ได้ กลับมาความแตกต่างกัน...




ในภาพ ผมได้ทำการทดสอบถ่ายโดยการเปิดโหมด 48 ล้านพิกเซล เพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบ เพราะผมลองถ่าย 12 ล้านพิกเซลแล้วเวลาซูมจะมองเห็นรายละเอียดน้อยกว่า และการถ่ายของผมก็จะเป็นช่วงเวลากาลงคืนที่มีไฟที่พอมองเห็นได้ แล้วผมถือกล้องแล้วโฟกัสไปที่กลางภาพเพื่อให้โฟกัส และปรับเลื่อนระดับแสงให้อยู่ในตำแหน่งสูงที่สุด ก็คือสว่างสุดนั่นเอง ผลที่ได้คือทั้งสองมีค่า ISO ที่เท่ากันคือ 51200 และสปีดชัทเตอร์ที่เท่ากัน แต่ Mi 9 สามารถมองเห็นรายละเอียดของต้นไม้ที่ชัดเจนกว่า...

ส่วนตัวผมมองว่าอันนี้แล้วแต่ความชอบเลยครับ ว่า คุณชอบที่กล้องที่รายละเอียดเยอะกว่า แต่แลกมาก Noise หรือที่เรียกว่าจุดรบกวนบนภาพ ที่เยอะกว่า...กับอีกตัวที่ Noise น้อยกว่า แต่คุณภาพโดยรวม Mi 9T ก็ถือว่าทำได้ดีครับ ต้องเข้าใจว่า Mi 9 ออกมาก่อน ซอฟแวร์บางอย่างอาจจะยังทำได้ไม่ดีเหมือนรุ่นใหม่...ก็ต้องคอยดูกันต่อไปครับ...



และเมื่อเข้าโหมด 48 ล้านพิกเซล Ai และ HDR จะใช้งานไม่ได้ครับ บางทีการที่เรายกมือถือขึ้นมาถ่ายเลย ภาพมันอาจจะมืดได้ครับซึ่งการถ่ายภาพโหมดนี้อาจจะต้องมีการแตะโฟกัสในจุดที่มืดและปรับแสงช่วยบ้างนิดหน่อยครับ เพื่อให้กล้องเก็บรายละเอียดของส่วนที่มืดและสว่างได้ตามที่เราต้องการครับ ขนาดของรูปภาพก็จะค่อนข้างใหญ่ครับ ใน Mi 9T ที่ใช้ Snapdragon 730 การถ่ายรูปโหมด 48 ล้านพิกเซล แต่ละรูปจะต้องมีการรอประมวลผลซักครู่ แต่ใน Mi 9T Pro ไม่ต้องรอประมวลผลเลย พอถ่ายเสร็จ สามารถกดถ่ายต่อได้แบบไม่ต้องรอเลย ผมชอบมากครับ ขนาด Mi 9 ยังต้องรอ และรอนานด้วยครับ ถือว่า Mi 9T Pro ทำได้ดีมากครับในเรื่องนี้  ;



โหมดภาพบุคคล ในมือถือ Xiaomi ที่ใช้สามกล้อง สามารถปรับไปใช้เลนส์ระยะปกติ แล้วถ่ายละลายหลังได้เหมือน Mi 9 ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีครับ และต่อมา เราสามารถปรับความเบลอฉากหลังได้แบบเรียลไทม์เลยครับ ทำให้เราเลือกความเบลอได้โดยที่ไม่ต้องไปปรับทีหลัง และปัญหาที่ผมเจอมาในรุ่นก่อนๆคือกดถ่ายแล้วต้องรอ ก่อนจะถ่ายรูปต่อไปได้ ซึ่ง Mi 9T Pro ก็ได้แก้ไขเรื่องนี้แล้ว ถือเป็นเรื่องที่ดีมากครับ 555+ ทำให้ผมสามารถถ่ายภาพได้ต่อเนื่องโดยที่ไม่ต้องรอประมวลผลเหมือนรุ่นก่อนๆอีกต่อไปครับ



โหมด Ai ก็มีมาให้ใช้งาน และก็ยังทำงานได้ดีเหมือนเดิมครับ สามารถตรวจจับวัตถุต่างๆได้ถูกต้องและรวดเร็ว แต่ในบางกรณีที่ Ai ปรับสีและแสง แล้วมันเกินจริงไป เราก็สามารถปิดได้ครับ ไม่ว่าเราจะใช้งานเลนส์ระยะไหนก็ตามเช่นเลนส์มุมกว้าง เลนส์ระยะปกติ และเลนส์ซูม Ai สามารถทำงานได้ครับ

ส่วนสัญลักษณ์ข้างๆ Ai คือเป็นโหมดบิวตี้กล้องหลังครับ ผมคิดว่าอัพเดตเฟิร์มแวร์ตัวต่อไป ไอคอนนี้จะย้ายไปอยู่ในไอคอน ขีด 3 ขีดที่อยู่มุมบนขวาแทนครับ เพราะว่า Mi 9T อัพเดตล่าสุดได้มีการปรับให้ย้ายไปอยู่ด้านในแทนครับ



ในหน้า UI แบบใหม่ใน Mi 9T Pro จะต่างจาก Mi 9T โดยในโหมดบิวตี้กล้องหลัง จะมีการรวมระหว่างโหมดบิวตี้และการปรับรูปร่างมาอยู่ด้วยกัน



ในส่วนของโหมดกลางคืน...ในรุ่นกล้อง 48 ล้านพิกเซล หลายๆคนอาจจะเจอกับปัญหาถ่ายกลางคืนที่มืดมากๆแล้ว บางภาพออกมาเป็นวุ้น แต่ในบางสถานการณ์ก็ถ่ายออกมาได้ดี โดยรวมผมถือว่าทำออกมาได้ดีครับ แต่ถ้าจะให้ดีกว่านี้ก็คือใช้โหมด 48 ล้านพิกเซล แล้วแตะโฟกัสแล้วดันแสงขึ้นให้สุด จะได้ภาพออกมาดีกว่าโหมดกลางคืนมากเลยครับ 555+



ส่วนโหมดโปรก็เหมือนกับรุ่นก่อนๆ ครับ ที่สามารถปรับ White Balance, Focus, Speed Shutter, ISO ได้ และเราสามารถใช้โหมดโปรกับเลนส์ตัวไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเลนส์มุมกว้าง เลนส์ระยะปกติ และเลนส์เทเล สำหรับเลนส์ระยปกติ สามารถลากสปีดชัทเตอร์ได้สูงสุดที่ 32 วินาที ถ้าเป็น Mi 9 เลนส์ Ultra Wide จะสามารถถ่ายได้ 32 วินาที แต่สำหรับ Mi 9T Pro เลนส์เทเล และเลนส์ Ultra Wide จะได้สูงสุดแค่…ครึ่งวินาทีเท่านั้นครับ น่าเสียดายมาก

วีดีโอ



อีกจุดนึงที่ Mi 9T Pro ทำได้ก็คือ...สามารถถ่ายวีดีโอ 4K 60FPS ได้ครับ แต่กันสั่น EIS หรือกันสั่นซอฟแวร์สามารถทำงานได้สูงสุดที่ 30FPS เท่านั้น ถ้าเลือกถ่าย 60FPS ไม่ว่าจะ Full HD หรือ 4K กันสั่น EIS จะไม่ทำงานครับ

วีดีโอสำหรับ Mi 9T Pro โดยรวมทำออกมาได้ค่อนข้างดีครับ ใครที่กังวลเรื่องการอัดเสียงของวีดีโอจะแย่เหมือนรุ่นก่อนๆมั้ย? ตั้งแต่ Mi 9 SE มา จนถึง Mi 9T ผมรู้สึกว่าการบันทึกเสียงดีขึ้นครับ โดยรวมถือว่าดีกว่า Xiaomi รุ่นก่อนๆครับ แต่ยกเว้น Mi 9 ครับ ที่อัดวีดีโอแล้วเสียงออกมาแย่ครับ 555+

และ Mi 9T ยังสามารถถ่าย Slomotion สูงสุดที่ 960FPS ที่ความละเอียด HD ส่วน 240FPS และ 120FPS จะบันทึกที่ความละเอียดสูงสุด Full HD

ส่วนเรื่องความร้อนในขณะถ่ายวีดีโอ 4K 60FPS นั้นก็ไม่น่าห่วง เพราะ Mi 9T Pro มีชุดระบายความร้อนมาให้ ทำให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องความร้อนเลยครับ

ท้องฟ้า Ai



และยังมีฟีเจอร์อีกอย่างที่น่าสนใจมาก ซึ่งผมเรียกฟีเจอร์นี้ว่า “ท้องฟ้า Ai” เห็นว่าจะมีอัพเดตให้รุ่นอื่นๆเร็วๆนี้ครับ...เมื่อเราถ่ายรูปในวันที่ท้องฟ้าไม่เป็นใจ แต่เราสามารถเสกท้องฟ้าให้เป็นดังใจเราได้...โดยการไปที่รูปที่เราถ่ายแล้วมีท้องฟ้า แล้วเข้าไปที่ไอคอนที่เป็นเหมือนไม้กายสิทธิ์ ^^; แล้วเข้าไปที่ ฟิลเตอร์ แล้วเลือกที่ ท้องฟ้า แล้วเลือกแบบท้องฟ้าที่อยากให้เป็นได้เลย...แต่บางรูปก็อาจจะใช้ไม่ได้บ้างนะครับ



ผมว่ามันเป็นอะไรที่น่าสนใจมากครับ...ลองไปทำแบบนี้ให้เพื่อนผมดู ทุกคนตกใจหมดเลยครับ ว่ามันทำได้ขนาดนี้เลยหรอ...แล้วทำออกมาได้ดีด้วย 555+

กล้องหน้า
รูปภาพ



สำหรับกล้องหน้า Mi 9T Pro มีขนาด 20 ล้านพิกเซล ไม่มี Auto Focus รูปรับแสง F/2.2 และก็สามารถใช้งาน Ai ได้เช่นกัน แต่เท่าที่ผมลองถ่ายดูหลายๆรูป...ความละเอียดถือว่าทำได้ดีพอๆกับ Mi 9 แต่ Mi 9T หรือ Mi 9T Pro จะออกโทนออมฟ้าไปซักนิด และสีที่ได้จากกล้องหน้าอาจจะไม่ค่อยสดเหมือนตาเห็นเท่าไหร่ แต่โดยรวมผมถือว่าโอเคครับ





และที่ขาดไม่ได้ก็คือโหมดบิวตี้กล้องหน้า ที่สามารถปรับโครงหน้า และแต่งหน้าได้ด้วย...โหมดบิวตี้ผมยอมรับเลยว่า Xiaomi ทำได้ดีมากเท่าที่ผมลองเทียบกับยี่ห้ออื่น คือถ่ายออกมาแล้วดูไม่หลอก ซึ่งผมลองให้เพื่อนหลายๆ คนถ่ายดู ก็บอกแบบเดียวกันหมดว่าดูไม่หลอกตา



แฟลชกล้องหน้า ก็จะใช้หน้าจอเปิดแสงสีออกครีมๆออกมาขณะถ่ายภาพกล้องหน้าตอนกลางคืน...ก็ถือว่าพอช่วยได้ครับ ถ่ายคนสองคนพอไหว แต่ถ้าหลายคน แสงสว่างอาจจะไม่พอ…แต่สิ่งนึงที่ผมสังเกตมาหลายครั้งแล้ว คือสีครีมๆที่ออกมาจากหน้าจอ ผมสังเกตว่า แต่ละครั้งที่ถ่าย ผมสังเกตว่าสีครีมที่ออกมามันไม่เหมือนกัน และผมได้เทียบสีกันแล้ว สรุปมันคนละสีกันจริงๆ...ซึ่งสีที่ออกมา จะแปรผันไปตามสภาวะแสงตอนนั้น!!! สุดยอดมากครับ แต่ผมแอบเสียดายที่มันอาจจะยังสว่างไม่พอในบางที ^^;





และถึงแม้ว่าจะมีกล้องหน้าตัวเดียว แต่ก็สามารถทำเบลอฉากหลังได้เนียนครับ และยังสามารถใส่เอฟเฟกแสงสตูดิโอได้เลย และยังสามารถแก้ไขเอฟเฟกแสงสตูดิโอและโบเก้ในภายหลังได้อีกด้วยครับ



สิ่งที่เพิ่มเข้ามาในกล้องหน้าของ Mi 9T มีสองอย่าง อย่างแรก ชัทเตอร์ด้วยฝ่ามือ



เมื่อเรายกฝ่ามือขึ้นมา มันก็จะทำการนับถอยหลังก่อนถ่าย 3 วินาที…ซึ่งเหมาะกับการถ่ายรูปเซลฟี่คนเยอะๆครับ หรือเวลาเราไปเที่ยวคนเดียว แล้วตั้งกล้องถ่าย ก็แค่ยกฝ่ามือก็ถ่ายรูปได้แล้วครับ ^^;



และอีกฟีเจอร์นึงที่น่าสนใจก็คือ โหมด พาโนรามา กล้องหน้า ที่ช่วยให้การถ่ายเซลฟี่นั้นกว้างขึ้นมาก ในโหมดนี้ก็จะเป็นการถ่าย 3 ภาพ แล้วนำมารวมกัน โดยการถ่ายรูปแรกที่ตรงกลางก่อน แล้วหันไปทางซ้ายและขวา แค่นี้ก็เสร็จแล้วครับ



และก็มีอีกฟีเจอร์นึงคือ เวลาเราเปิดกล้องหน้าจะมีเสียงเอฟเฟก ซึ่งเราสามารถปิดเปิด หรือเปลี่ยนเสียงได้ 6 แบบด้วยกัน



และก็อีกเช่นเคยครับ...ผมก็เป็นประเภทลองอะไรไม่เหมือนคนอื่น เมื่อผมกดเปิดปิดกล้องหน้าหลายๆครั้ง ก็จะมีข้อความขึ้นมาว่า “คุณเปิดกล้องหน้าบ่อยเกินไป” เปิดบ่อยๆก็บ่นด้วยหรอ 555+





กล้องหน้าตัวนี้สามารถถ่ายที่ความละเอียดสูงสุดที่ Full HD 30FPS แต่ถ้าเปิดโหมดบิวตี้แล้วถ่ายวีดีโอไปด้วย ความละเอียดวีดีโอจะสูงสุดอยู่ที่ HD 720P 30FPS ครับ

เกมส์



เรื่องเกมส์ ผมขอบอกไว้นิดนึงครับ ตอนที่ผมรีวิว Mi 9T ไป หลังจากที่รีวิวผมออกได้วันเดียว ทั้ง ROV และ PUBG Mobile ได้ทำการอัพเดตใหญ่ ในเรื่องของกราฟฟิกที่สวยขึ้น และลื่นขึ้น



และแน่นอนว่า Snapdragon 855 และมีระบบระบายความร้อนมาให้อีก ทำให้สามารถเปิดเฟรมเรทสูง ภาพ HD และปรับกราฟฟิกได้ สูงสุด โดยที่ไม่ต้องห่วงเรื่องความร้อนเลยครับ และเฟรมเรทก็จะตันอยู่ที่ 60FPS สบายๆเลยครับ...ส่วนถ้าใครเอาไปทำ Live เล่นเกมส์ผมก็มั่นใจว่า Mi 9T Pro รับมือสบายๆเลยครับ



ถ้าใครที่ใช้มือถือที่เป็น Snapdragon 845 หรือ 855 ที่ว่าแรงที่สุดแล้ว ก็ยังเล่น PUBG Mobile ไม่ลื่น ตอนนี้ ตัวเกมส์ได้อัพเดตให้ Snapdragon 855 สามารถปรับความละเอียด HDR HD และสามารถเปิดเฟรมเรทได้สูงสุด 60FPS ได้แล้วครับ...ลื่นเหมือนไอโฟนแน่นอนครับ 555+



แต่สำหรับ 845 ยังไม่ได้นะครับ ซึ่งการปรับสูงสุดตรงนี้ ส่วน 855 ที่ปรับสูงสุดได้ ก็จะแลกมาด้วยความร้อนที่เพิ่มขึ้นแบบเห็นได้ชัดใน Mi 9 แต่สำหรับ Mi 9T Pro ที่มีระบบระบายความร้อนมาให้ ความร้อนที่ออกมานั้น น้อยกว่า Mi 9 แบบเห็นได้ชัดเจนครับ แต่ยังไงผมก็แนะนำให้ถอดเคสเล่นเกมส์จะดีที่สุดนะครับ เพื่อไม่ให้เครื่องสะสมความร้อนมากเกินไป เพราะความร้อนที่ออกมาจะระบายผ่านตัวเครื่องครับ

เวลาเล่นเกมส์นานๆแล้วมีความร้อนสะสม มือถือที่ไม่มีระบบระบายความร้อนจะทำให้ประสิทธิภาพ ความลื่นไหลในการเล่นเกมส์ลดลง การที่มีระบบระบายความร้อนมาให้ ทำให้ประสิทธิภาพ และความลื่นไหลของการเล่นเกมส์ไม่ลดลงมากนัก

Game Turbo



ใน Mi 9T Pro ก็จะมี Game Turbo มาให้ใช้งานเหมือน Mi 9 เลยครับ ผมว่ามันค่อนข้างตอบโจทย์คนเล่นเกมส์ได้ค่อนข้างดีนะครับ



ตอนเข้าเกมส์ที่มุมบนซ้ายมือจะมีขีดสีเทา เมื่อเราสไลด์มันออกมาก็จะเจอปุ่มเมนูลัดต่างๆ ฟีเจอร์หลักของ Game Turbo ก็คงจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการเล่นเกมส์ ทำให้เล่นเกมส์ได้ดีขึ้นโดยการปิดแอพที่ทำงานเบื้องหลังออกไป และสามารถปิดการแจ้งเตือนและการโทรเข้าไม่รบกวนการเล่นเกมส์ของเรา และยังอัดวีดีโอหน้าจอ และแคปหน้าจอเกมส์ได้ด้วย

แต่ฟีเจอร์ที่ผมเชื่อว่าใครที่ใช้มือถือปล่อยบอทคงชอบ คือมันสามารถปิดหน้าจอแล้วให้เกมส์ทำงานต่อไปได้โดยที่ไม่ต้องเปิดหน้าจอ ปกติแล้วตอนเรากดล็อคหน้าจอ เกมส์ก็จะหยุดทำงานไปด้วย แต่อันนี้จะยังสามารถทำงานได้ และมีเสียงอยู่ตลอดเวลา ทำให้เราไม่ต้องเปิดหน้าจอทิ้งไว้

แต่ถ้าเราเข้าเกมส์แล้วไม่มีขีดเล็กๆที่มุมซ้ายบน แสดงว่าเกมส์ที่เราเล่น ยังไม่ถูกเพิ่มเข้าไปใน Game Turbo ซึ่งเราสามารถเข้าไปเพิ่มด้วยตัวเองได้ครับ

Youtube



และแน่นอนว่า การที่มีหน้าจอแบบเต็มที่ไม่มีติ่ง การดู Youtube ของ Mi 9T ก็สามารถดูได้เต็มจอ



และก็ยังสามารถดูวีดีโอ Full HD 60FPS HDR ใน Youtube ได้ด้วยครับ

Netflix HDR



ช่วงหลังมา มือถือ Xiaomi รุ่นใหม่ๆ รองรับการดู Netflix แบบ Full HD แล้วนะครับ สังเกตที่ Security Level เป็น L1 แล้วครับ...แต่สำหรับคนที่ซื้อเครื่องโมเดลจีนมา อย่างเช่น Redmi K20 หรือ K 20 Pro ที่ผมรู้มาก็จะเป็น L3 ครับ ซึ่งจะไม่รอบรับการดูถึงระดับ HD นั่นเองครับ



แต่...ความพิเศษของ Mi 9T และ Mi 9T Pro สามารถดู Netflix แบบ HDR กันเลยทีเดียว...ถือว่าเป็นรุ่นแรกของ Xiaomi ที่รองรับ HDR เลยครับ ผมเชื่อว่าหลายๆคนที่ชอบดู Netflix ต้องชอบแน่ๆ เพราะเท่าที่ผมดูมา มือถือในราคาระดับนี้ ผมยังไม่เห็นตัวไหนรองรับ HDR ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่น่าสนใจมาก

ฟังเพลง



Mi 9T Pro มีลำโพงตัวเดียว เท่าที่ผมทดสอบมือถือ Xiaomi หลายๆรุ่น Mi 9T และ Mi 9T Pro เป็นมือถือที่ลำโพงค่อนข้างจะเสียงดัง และขับเสียงกลางออกมาค่อนข้างชัดเจน ^^;



Mi 9T และ Mi 9T Pro ได้ใส่ชิพเสียงของ Qualcomm Aqstic WCD9340 มาให้ด้วย จึงทำให้การฟังเพลงผ่านช่องหูฟัง 3.5 ดีขึ้นกว่ามือถือที่ไม่มีชิพเสียงแบบเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเรื่องความดังของเสียง ส่วนมิติเสียงส่วนตัวผมว่า Sound Stage หรือ เวทีเสีย มันก็ยังไม่กว้างเท่ากับการใช้ DAC Type C ของ Hidez ที่ผมใช้งานอยู่ แต่โดยรวมผมถือว่าค่อนข้างจะโอเคกับคุณภาพเลยครับ ส่วนตัวผมฟังเพลงค่อนข้างเสียงดัง เพราะฉะนั้น มันตอบโจทย์ผมแน่นอนครับ แต่ช่วงหลังๆผมจะใช้หูฟังบลูทูธซะส่วนใหญ่ 555+

การโทร



Mi 9T Pro รองรับ VoLTE และ HD Voice ซึ่งผมได้ทำการทดสอบแล้ว โดยการโทรหาเพื่อนที่เครื่องรองรับ HD Voice แต่สิ่งที่ผมแอบเสียดายคือเสียงอาจจะไม่ดังชัดเจนเหมือน Mi 9 ,Mi 9 SE หรือ Redmi Note 7 ที่เสียงจะดังกว่านี้

เรื่อง VoLTE มือถือ Xiaomi รองรับรุ่นใหม่ๆทุกรุ่น แต่ผมเชื่อว่าหลายคนลองกดเปิดที่ตัวเครื่องแล้วไม่สามารถเปิดได้ ตัวเครื่องแจ้งให้โทรหาศูนย์บริการ แล้วพอโทรไป Call Center ส่วนใหญ่ก็จะบอกว่ามือถือ Xiaomi ไม่รองรับ VoLTE แต่ของผมใช้ของ AIS และ Nu Mobile ผมยืนยันกับ Call Center ว่ารองรับ เค้าก็เปิดให้เลยครับ แต่มีคนมาบอกผมว่ามีค่ายนึงที่โทรไปแล้ว บอกไม่รองรับ และให้กดเปิดผ่าน SMS ซึ่ง SMS แจ้งกลับมาว่าไม่รองรับ...แล้วสุดท้ายก็เปิดไม่ได้ อันนี้ผมไม่รู้จริงๆครับว่าต้องทำยังไง 555+

ส่วน VoWIFI โดยปกติแล้วมือถือ Xiaomi จะปิดฟีเจอร์นี้ไว้ แต่ถ้าต้องการจะเปิด กดเข้าไปที่เมนูโทรออก แล้วกด *#*#869434#*#* แล้วเข้าไปที่เมนูซิมการ์ดและเข้าไปที่ซิมที่เราจะทำการเปิด VoWIFI และจะเจอหัวข้อ โทรโดยใช้ WIFI ให้เปิด และหัวข้อรูปแบบเครือข่ายให้เลือกเป็น เลือกใช้ WIFI ก่อน เท่านี้ก็ใช้งานได้แล้วครับ แต่ถ้าพื้นที่สัญญาณดีๆ ตัวเครื่องอาจจะไม่ได้ใช้งาน VoWIFI ก็ไม่ต้องแปลกใจครับ

เมนู โทรออก ข้อความ และ รายชื่อ



จากรูปด้านบน จะเห็นไอคอนสีฟ้า 3 อันเรียงกันก็คือ เมนูโทรออก รายชื่อ และข้อความ ครั้งนี้มาแปลกมาก...หลายๆคนคงทราบดีว่า แอพพื้นฐานพวกนี้จะต้องเป็นของ MIUI แต่ทำไม Mi 9T Pro กลับเลือกที่จะใช้งานแอพพื้นฐานเหล่านี้ของ Google? ผมเองได้ถามเพื่อนที่ซื้อ Redmi K20 Pro มาแล้ว ก็พบว่า Redmi K20 Pro ก็ยังใช้แอพพื้นฐานของ MIUI หรือแม้กระทั่ง Mi 9T ก็ยังใช้แอพพื้นฐานของ MIUI…จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้แย่อะไร แต่ผมเชื่อว่าหลายๆคนชอบหน้าจอการใช้งานแอพพื้นฐานพวกนี้ของ MIUI มากกว่า แม้กระทั่งผมเอง...



ตัวเครื่องสามารถจับคลื่นสูงสุดที่ 2CA รองรัง CAT 15/13



และแน่นอนว่ามือถือ Xiaomi ในราคาขนาดนี้ ต้องรองรับ Wi-Fi Dual Band รองรับความเร็วสูงสุดที่ผมเห็นคือ 866Mbps

คะแนน Antutu



คะแนน Antutu ไม่ใช่ตัวชี้วัดว่ามือถือรุ่นนี้เร็วและแรงที่สุด มันเป็นเพียงตัวเลขครับ อย่าไปสนใจมันมาก เน้นที่การใช้งานจริงดีกว่าครับ ^^



ในรูปจะเห็นว่าคะแนนจะอยู่ที่365044 แต่หลังจากนี้ผมได้มีการเทสใหม่อีกรอบ พบว่าบางครั้งคะแนนตกไปอยู่ที่ 260000-270000 โดยปรมาณ...ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นแต่สรุปสุดท้ายคะแนนก็ไม่ใช่ตัวตัดสินอะครับ 555+

Mi 9T Pro ใช้หน่วยความจำแบบ UFS 2.1 เพราะฉะนั้น ไม่ต้องห่วงเรื่องความเร็วเลยครับ

Sensor Box



เซ็นเซอร์พื้นฐานก็ให้มาครบครับ

ทดสอบ GPS



สิ่งที่ Mi 9T Pro ต่างจาก Mi 9T อีกเรื่อง ก็เป็นเรื่อง Dual GPS นี่แหละครับ



ในมือถือราคาขนาดนี้ได้ Dual GPS เหมือนรุ่นท็อปเลยครับ...จากที่ทดลองนำทางดูแล้ว ถือว่าแม่นยำใช้ได้ครับ MIUI ที่ใช้ทดสอบ เวอร์ชัน 10.3.1.0 ไม่มีอาการ GPS เพี้ยน สลับไปสลับมาเห็นเลยครับ ลื่นมาก และจับสัญญาณได้ดีครับ หายหัวเรื่อง GPS เพี้ยนได้เลยครับ



จุดสังเกต
บัคเรื่องกล้องยังมีให้เห็นอยู่บ้าง



Mi 9T , Mi 9T Pro , Mi 8 , Mi 9 เลือกตัวไหนดี?
ด้วยราคาแต่ละตัวจะค่อนข้างใกล้เคียงกัน...ผมเชื่อว่าใครหลายๆคนก็อาจจะเลือกยากว่าตัวไหนคุ้มที่สุดและเหมาะสมที่สุด ส่วนตัว ถ้าให้ เลือกระหว่าง Mi 8 และ Mi 9T ถ้าเน้นเล่นเกมส์จริงๆผมก็แนะนำให้ไป Mi 8 ดีกว่า...ส่วนใครที่เน้นถ่ายรูป และเน้นแบตเตอรี่ใช้งานได้นานๆ ไป Mi 9T ได้เลยครับ



ส่วนใครที่อยากเล่นเกมส์ด้วย เน้นกล้องด้วย ก็จะมี 2 ตัวเลือกก็คือ Mi 9 และ Mi 9T Pro ถ้าใครเน้นที่กล้อง อยากได้กล้องที่ถ่ายแล้วจบ ไม่ต้องแต่งเพิ่มเยอะ ก็ไป Mi 9 เลยครับ แต่ก็ต้องแลกกับแบตเตอรี่ที่ค่อนข้างจะหมดเร็ว และถ้าเล่นเกมส์ก็อาจจะมีร้อนเร็วบ้าง เพราะไม่มีระบบระบายควาร้อน...ถ้าใครเน้นเล่นเกมส์ด้วย ถ่ายรูปด้วย ถึงบางอย่างอาจจะสู้ Mi 9 ไม่ได้ แต่ Mi 9T Pro ก็มีอะไรที่น่าสนใจกว่าในราคาที่ถูกกว่าอย่างเช่น แบต 4000 มิลลิแอมป์ จอเต็ม มีช่องหูฟัง 3.5 Dual GPS และชาร์จด่วน 27 วัตต์



เอาจริงๆ Mi 9T Pro มันก็เหมือน Pocophone F2 ที่มาในชื่อใหม่นั้นแหละครับผมว่า...ผมถือว่าเป็นมือถือที่สเปกดีที่สุดและราคาถูกที่สุดในตอนนี้แล้วครับผม สำหรับใครที่ลังเล ผมบอกเลยว่า Mi 9T Pro ตอบโจทย์ส่วนใหญ่ของคุณได้แน่นอนครับ ส่วนเรื่องบริการหลังการขายก็ต้องพิจารณากันหน่อยครับ ถ้าซื้อในช็อปของ Xiaomi เองก็จะส่งซ่อมกันง่ายหน่อย...แต่ถ้าซื้อ Redmi K20 Pro เครื่องนอกมา ผมไม่แน่ใจว่าอะไหล่จะใช้กันได้มั้ย ยังไงก็ลองพิจารณากันดูครับ

Mi 9T Pro เริ่มวางจำหน่าย วันที่ 9 กันยายน 2562 มีให้เลือก 3 สี 2 ความจุ 6/64GB ราคา 13,990 และ 6/128GB ราคา 14,990 และวางขายแล้ววันนี้ที่ JD Central และช็อป Xiaomi

สรุป
ด้วยราคาค่าตัวไม่เกิน หมื่นห้า คุณได้ Snapdragon 855 ที่เร็วและแรง แบต 4000 ใช้งานได้ทั้งวัน มีระบบ Cooling System 8 layer ที่ทำให้มือถือเครื่องนี้เป็นมือถือที่ดีที่สุดสำหรับการเล่นเกมส์ และยังมาพร้อมกล้อง 3 ตัว และกล้องหน้าที่ดีด้วย

ยังไงผมก็ขอขอบคุณที่อ่านรีวิวยาวๆของผมจนจบนะครับ รีวิวนี้อาจจะมีส่วนคล้ายกับรีวิว Mi 9T ในหลายๆหัวข้อ...ก็เพราะว่าหลายๆอย่าง รวมทั้งภายนอก มีความเหมือนกันเกือบทุกอย่าง ต่างกันเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น มันก็เลยจะมีความคล้ายกันพอสมควรครับ 555+ อ่านกันจบก็คอมเมนท์พูดคุยกันได้นะครับ

และถ้ารีวิวนี้มีอะไรผิดพลาด ก็ขออภัยด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ

ตัวอย่างรูปถ่ายที่ไม่ผ่านการปรับแต่ง



























สามารถสั่งซื้อได้ที่
2019-09-10 06:53:22
Favorites17 RateRate

Grand Master Bunny

pui07 | from Redmi 5 Plus

#1

ขอบคุณครับ
2019-09-10 07:56:20

Pro Bunny

AISHIH | from Redmi Note 7

#2

ขอบคุณครับที่รีวิว
2019-09-10 08:04:26

Master Bunny

1831663862 | from Redmi Note 7

#3

ขอบคุณครับ
2019-09-10 08:47:58
สุดยอดของการรีวิว ต้องคุณ TaE36 นี่แหละ
2019-09-10 12:11:11
สุดยอดมาก ครับ.
2019-09-10 15:11:20
เก้า 1809083207
สุดยอดมาก ครับ.

สุดยอด ละเอียดมากครับ
2019-09-10 22:41:06

Pro Bunny

MaRn | from MI 9

#7

ขอบคุณครับ
2019-09-10 22:57:45
ดีงามพระรามแปด
2019-09-11 00:30:02

Moderator

TaE36 Author | from MI 9

#9

Navysri
สุดยอดของการรีวิว ต้องคุณ TaE36 นี่แหละ

ขอบคุณมากครับ 😆😆😆
2019-09-11 01:27:32
ละเอียดมากครับ ^_^
2019-09-11 04:38:49
please sign in to reply.
Sign In Sign Up

TaE36

Moderator

  • Followers

    257

  • Threads

    30

  • Replies

    260

  • Points

    1044

Newbie Member
Best thread club
Halloween
Throw Back with Mi 2018
Redmi Note 7 into space
Mi Pop SE
80K Medal

Read moreGet new
Copyright©2016-2019 Xiaomi.com, All Rights Reserved
Content Policy
Quick Reply To Top Return to the list