In order to fulfill the basic functions of our service, the user hereby agrees to allow Xiaomi to collect, process and use personal information which shall include but not be limited to written threads, pictures, comments, replies in the Mi Community, and relevant data types listed in Xiaomi's Private Policy. By selecting "Agree", you agree to Xiaomi's Private Policy and Content Policy .
Agree

Mi 9

[รีวิว] รีวิว Xiaomi Mi 9 เรือธงคุ้มค่า จากการใช้งานจริง

2019-03-26 03:47:19
5014 37

สวัสดีครับ เจอกับผม เต้ วันนี้ก็มาอีกแล้วครับ กับการเปิดตัวมือถือใหม่ของ Xiaomi Mi 9
ซึ่งเมื่อวันที่ 20 ก็เพิ่งเปิดตัวแบรนด์ย่อยอย่าง Redmi Note 7 ไป ผมนี่ทำรีวิวออกแทบไม่ทันเลยครับ 555+ เปิดตัวกันแทบทุกเดือนเลย

วันที่ 25 มีนาคม 2562 ก็เป็นเวลาที่เรือธงของค่ายต้องมาแล้วครับ Mi 8 ที่ผมใช้ก็ตกรุ่นทันที Mi 9 ที่ผมได้มารีวิวนั้นเป็นเครื่อง Global ที่จะขายจริงในบ้านเรา รีวิวนี้ผมจะพยามทำให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ เพราะด้วยเวลาน้อย แต่ผมก็ใช้งาน Mi 9 เป็นเครื่องหลักเลยครับ เพื่อทดสอบการใช้งานแบบที่ผมใช้เป็นประจำ
***ถ้าข้อมูลตรงไหนผิดพลาดหรือไม่ได้นำเสนอก็ขออภัยด้วยนะครับ เพราะการทำรีวิวทั้งหมดทั้งเขียนทั้งถ่ายรูปถ่ายวีดีโอตัดต่อ ผมทำเองคนเดียวทั้งหมดเลยครับ จึงอาจจะมีผิดพลาดได้ ยังไงก็ต้องขออภัยล่วงหน้าไว้ด้วยนะครับ***

ไม่รอช้าครับ ไปดูกันเลยดีกว่าครับ

ส่วนใครที่อยากดูวีดีโอก็อีกเช่นเคยครับ รออีกแปปนึงครับ วีดีโอแรกอาจจะมาเป็นพรีวิวก่อนนะครับ ทำไม่ทันจริงๆ ครับ 555+


มาคราวนี้กล่องดูดีกว่าตอน Mi 8 เยอะเลยครับ ค่อยสมกับเป็นตัวท็อป(ราคาถูก)หน่อย 555+


ด้านข้างก็จะมีสติกกอร์ที่เขียนว่า Global Version ติดอยู่ครับ เพื่อให้รู้ว่าไม่ใช่เครื่องเวอร์ชั่นจีน


ด้านหลังกล่องก็จะมีสเปกคร่าวๆ บอกไว้เช่นเคยครับ ส่วนเครื่องที่ได้มารีวิวนั้นเป็นสีดำ Piano Black, Ram 6GB, Rom 128GB ครับ

สเปกตัวเครื่อง
หน้าจอ Super AMOLED ขนาด 6.39 นิ้ว ความละเอียด Full HD+
CPU : Snapdragon 855
GPU : Adreno 640
RAM : 6GB / 8GB
ความจุ : 128GB ไม่รองรับ MicroSD Card
กล้องหลัง 3 ตัว : เลนส์ 6P ความละเอียด 48MP IMX586 (f/1.75) + 12MP เลนสู์ซูม 2X (f/2.2) + 16MP เลนส์ Wide Angle 117° (f/2.2)
กล้องหน้า : 20MP (f/2.0)
สแกนนิ้วมือบนหน้าจอ
แบตเตอรี่ : 3300 mAh รองรับการชาร์จไว 27W และชาร์จไวไร้สาย 20W
ระบบ Android 9 Pie ครอบด้วย MIUI 10


ในกล่อง Mi 9


เปิดกล่องมาเราก็จะเจอกับกล่องชั้นแรกที่เขียนว่า Design By Xiaomi ผมบอกตามตรงนะครับว่ากล่องรอบนี้มาดูดี ดูแพงมากเลยครับ มันเป็นสีเงิน พอโดนแสงแล้วมันจะเหมือนสีมุขเลยครับ


ต่อมาพอดึงกล่องออกมา ในกล่องก็จะมีเคสยางแบบ TPU มาให้ครับ สีเคสจะต่างกัน ขึ้นอยู่กับสีของตัวเครื่องครับ สีดำก็จะได้เคสสีดำ ถ้าเป็นสีอื่นก็จะเป็นเคสใสครับ และก็มีที่จิ้มถาดซิม และหัวแปลง Type C เป็น 3.5 มาให้ครับ และก็คู่มือ 1 เล่ม และสมุดรับประกัน 1 เล่ม และก็จะมีสายชาร์จหัว Type C และสุดท้ายคือหัวชาร์จ Quick Charge 3.0 (ผมไม่ได้หยิบหัวชาร์จใส่กล่องมา เลยไม่มีรูปครับ 555+)

ภายนอก

ภายนอกตัวเครื่องของ Mi 9 บอดี้ให้ความรู้สึกคล้าย Mi 8 Pro ที่ด้านข้างรอบตัวเครื่องเป็นบอดี้โลหะแบบเงา ไม่ใช่เซรามิกแบบ Mix 3 ฝาหลังสีดำไม่มีลวดลายอะไรเป็นพิเศษ แต่สีดำของ Mi 9 เมื่อฝาหลังกระทบกับแสง จะออกสีเทาโครเมี่ยมซึ่งคล้ายๆ กับ Mix 3 แต่ผมรู้สึกฝาหลัง Mi 9 ออกสีเทามากกว่า


แต่สิ่งที่ต่างกันแบบเห็นได้ชัดคือเรื่องของความบาง และความโค้งของฝาหลังที่มันทำให้ดูจับถนัดมือขึ้น


แต่แลกกับกล้องหลังที่นูนนนนขึ้นมากกว่ารุ่นเดิมอย่าง Mi 8 อย่างเห็นได้ชัดครับ ถึงใส่เคสที่แถมมาในกล่อง กล้องก็ยังแอบนูนเลยเคสมานิดหน่อยครับ ซึ่งผมกลัวมันเป็นรอยมากๆ


และด้วยความที่กล้องมันนูนออกมาเยอะ ก็ทำให้การวางมือถือโดยที่ไม่ใส่เคส มันก็จะเอียงๆ แบบนี้แหละครับ 555+


ด้านหน้า จอ Mi 9 ถึงจะไม่ใช่จอเต็มแบบไร้ติ่งมา แต่จุดเด่นก็คงจะเป็นจอ AMOLED ของ Samsung ด้วยขนาดหน้าจอ 6.39นิ้ว Full HD+ 2340x1080 พิกเซล ความละเอียดหน้าจอ 403 PPI จอตัวนี้เพิ่มเติมคือแสดงสีสันได้ดีกว่า Mi 8 แบบรู้สึกได้ครับ เพราะตัวผมใช้ Mi 8 อยู่ และ Mix 3 ก็ใช้จอ AMOLED ของ Samsung เช่นเดียวกัน ข้อดีของจอประเภทนี้ คือสู้แสงแดดได้ดีมากครับ ส่วนเรื่องการแสดงสีสันนั้นโดยรวมถือว่าโอเคมากแล้วครับ

ส่วนใครที่ห่วงเรื่องจอเบิร์น ผมบอกเลยว่าจอ AMOLED ก็พัฒนาไปค่อนข้างไกลแล้ว จอไม่เบิร์นง่ายเหมือนแต่ก่อนแน่นอนครับ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณด้วยครับว่าใช้งานแบบไหน ตัวผมเองผมใช้หน้าจอประเภทนี้มาหลายรุ่นแล้ว จนทำให้ผมรู้วิธีการยืดอายุจอประเภทนี้ไปได้นานเลยครับ อย่างแรกคือ อย่าตั้งค่าหน้าจอให้เปิดค้างไว้นานพร้อมกับปรับแสงหน้าจอสว่างสุด ควรปรับแสงให้เหมาะสม พยามไม่ใช้แสงหน้าจอสว่างสุดเป็นเวลานาน แค่นั้นเองครับ แค่นี้ก็ช่วยยืดอายุจอเราไปได้นานเลยทีเดียวครับ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ^^;


Mi 9 มากับติ่งที่เล็กลงกว่าเดิม แต่ถ้าลองสังเกตในภาพดีๆ จะสังเกตอะไรมั้ยครับว่าลักษณะของติ่งจริงๆมันควรเป็นรูปตัว U แต่ทำไมตอนใช้งานมันเหมือนรูปหยดน้ำ ผมเจอจุดนี้ตอนที่ผมหมุนจอเป็นแนวนอน แล้วติ่งจะเป็นรูปตัว U แปปนึง แล้วมันก็กลับมาเป็นรูปหยดน้ำอีกที ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจเหตุผลว่าทำไมไม่ให้มันเป็นตัว U ไปตลอด จะปรับให้มันเป็นรูปหยดน้ำทำไม ซึ่งทำให้พิเซลส่วนที่แหว่งไปนั้นไม่ได้ใช้งาน ซึ่งอาจจะทำให้จอเสื่อมสภาพไม่เท่ากัน... อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมสังเกตมาครับ มันไม่ได้มีผลกับการใช้งาน ผมแค่อยากบอกให้ฟังเฉยๆ ครับ 555+



มาต่อกันที่ตัวเครื่องบ้างครับตัวนี้มากับกล้องหน้าขนาด 20 ล้านพิกเซล ซึ่งมีฟีเจอร์อะไรบ้างเดี๋ยวเราไปคุยกันในหัวข้อของกล้องกันอีกทีนะครับ ต่อมาก็จะเป็นลำโพงสำหรับสนทนาที่ช่องลำโพงสนทนานั้นมีขนาดที่ยาวมากครับ ส่งผลให้การสนทนาผ่านลำโพงตัวนี้ชัดเจนกว่า Xiaomi ทุกตัวที่ผมเคยลองมาเลยครับ และเซ็นเซอร์ที่ใช้ปิดหน้าจอขณะสนทนา และเซ็นเซอร์แสง ผมหาไม่เจอครับ 555+ ผมลองทดสอบดูผมก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเซ็นเซอร์จริงๆ อยู่บริเวณไหนครับ แต่น่าจะอยู่ในช่องลำโพงสนทนานั้นแหละครับ แต่ที่ผมรู้คือไฟ LED บอกสถานการณ์ชาร์จหรือแจ้งเตือน จะอยู่ถัดมาทางขวา ซึ่งผมก็มองแทบไม่เห็นอีกแหละครับถ้าไฟไม่กะพริบ 555+


และด้วยที่ว่าเซ็นเซอร์ที่ใช้ปิดหน้าจอย้ายไปอยู่ในช่องลำโพงสนทนา มันเลยทำให้ไม่มีฟีเจอร์ที่เรียกว่า ปิดหน้าจอขณะใส่ในกระเป๋า ที่อยู่ในหน้าเมนูนี้ มันหายไป เหมือน Mix 3  แต่มีอยู่ใน Mi 8 ซึ่งโหมดนี้จะทำให้หน้าจอเราปิดอยู่ตลอดขณะที่เราใส่มือถือไว้ในกางเกงหรือกระเป๋า หน้าจอจะได้ไม่ทัชเอง หรือกดเอง ซึ่งผมเสียดายฟีเจอร์นี้มากครับ เพราะมันมีประโยชน์จริงๆ ครับ


เรามาดูข้างตัวเครื่องด้านซ้ายดีกว่าครับ ก็จะเจอกับช่องถาดใส่ซิมการ์ด และปุ่มเรียก Google Assistant ในเครื่อง Global Version ส่วนเครื่องจีนก็จะเป็นปุ่มเรียก XiaoAi ที่เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะของ Xiaomi ที่พัฒนาขึ้นมาเองครับ


ช่องใส่ซิมก็ตามคาดครับ ใส่ได้ 2 ซิม ไม่สามารถใส่ Micro SD Card ได้ แต่...ที่สำคัญกว่านั้น เห็นอะไรที่ช่องถาดซิมมั้ยครับ...เค้ามียางกันฝุ่นมาด้วยครับ คล้ายกับมือถือที่กันน้ำได้ ที่จะใส่ยางตรงนี้มาให้ แต่ Mi 9 ไม่สามารถกันน้ำได้นะครับ อาจจะทำให้ความชื้นหรือน้ำจะได้ไม่เข้าไปข้างในได้ง่ายๆ ครับ


ด้านขวาของตัวเครื่องก็มีปุ่มเปิดปิดเครื่อง และปุ่มเพิ่มเสียงลดเสียงครับ ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่คนมือใหญ่อย่างผมกดได้สะดวกครับ 555+


ด้านล่างก็เช่นเคยครับ ช่องไมโครโฟนตัวหลัก และช่อง Type C และลำโพง


ของเด็ดอยู่ที่ด้านบนครับ ที่หลายคนถามหาว่าทำไมใส่ให้กับรุ่นราคาถูก แต่ตัวท็อปตัดออก มันกลับมาแล้วครับ กับช่อง IR ที่ใช้เป็นรีโมทควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ได้ครับ และช่องถัดมาก็จะเป็นไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนขณะสนทนาครับ


แต่ที่เด็ดสุดคงอยู่ที่ด้านหลังมากกว่าครับ กล้องตัวบนสุดที่มีวงกลมสีเงินๆ เป็นกล้องเลนส์เทเล ที่ไว้ซูมหรือถ่ายภาพบุคคลที่ละลายหลังได้ ต่อมาในรูปอาจจะมองไม่ค่อยชัด จะมีจุดดำๆ สองจุด ตามสเปกมันเป็น Laser Auto Focus ซึ่งมันทำให้โฟกัสได้รวดเร็วขึ้น ถัดลงมาก็จะเป็นเซ็นเซอร์กล้อง 48 ล้านพิกเซล และกล้องตัวสุดท้ายคือเลนส์ Ultra Wide ที่สามารถถ่ายภาพมุมกว้างกว่าปกติได้ ผมรู้มาว่ากระจกครอบเลนส์กล้องนั้นเป็นกระจก Sapphire แต่ไปดูคลิปของ JerryRigEverything เค้าก็บอกว่ามันกันรอยได้แค่ระดับ 6 ซึ่งถ้าเป็น Sapphire จริงๆ ต้องกันรอยขีดข่วนที่ระดับ 8 ได้ แต่จะยังไงก็ช่างเถอะครับ 555+ และสุดท้ายก็จะเป็นแฟลชแบบสองดวง และฝาหลังก็ยังเป็นที่อยู่ของ NFC และ  Wireless Charging อีกด้วยครับ

จุดเด่น

จุดเด่นของ Mi 9 ผมขอรวมไว้เป็นหัวข้อแล้วกันนะครับ แต่เรื่องกล้องอาจจะคุยกันยาวซักหน่อย เพราะผมมีอะไรจะเล่าให้ฟังเยอะแยะเลยครับ 555+

หน้าจอ

ด้วยขนาดหน้าจอที่ค่อนข้างใหญ่ และติ่งเล็กลงกว่ารุ่นก่อนมาก ทำให้การรับชมวีดีโอเป็นอะไรที่ขัดหูขัดตาน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แต่สำหรับผม ติ่งเล็กลง ไม่ใช่จุดเด่นของรุ่นนี้ครับ ที่สำคัญคงเป็นกระจกหน้า เป็น Gorilla Glass 6 ซึ่งทนแรงตกแรงกระแทกและรอยขีดข่วนได้ดีกว่า Gorilla Glass 5 แต่ถ้าตกก็แตกเหมือนกันนะครับ 555+


ผมมองว่าจุดเด่นคงเป็นด้านล่างมากกว่าครับ ที่เค้าสามารถลดขนาดขอบด้านล่างลงให้เล็กลงได้มากกว่ารุ่นก่อนๆ มาทั้งหมดเลยครับ มันเลยทำให้ขนาดตัวเครื่องพอๆ กับ Mi 8 แต่ได้จอที่ใหญ่ขึ้นโดยการทำให้ขอบด้านล่างเล็กลงกว่าเดิม และลดขอบด้านบนอีกนิดหน่อยก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ ^^;

Dynamic Wallpaper

เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ผมค่อนข้างชอบเลยครับ คือธีมติดเรื่องอันนี้ คือ Wallpaper จะเปลี่ยนไปตามเวลาครับ กลางวันก็จะเป็นแสงอีกแบบ ตอนเย็นก็จะเป็นแสงอีกแบบ กลางคืนก็จะมืดๆ และมีดาว ซึ่งผมมองว่ามันสวยมากครับ มันดูไม่เบื่อดี

Dark Mode

เป็นโหมดที่ทำให้แอพในตัวเครื่องเปลี่ยนพื้นหลังเป็นสีดำ ผมชอบมากเลยครับ ประหยัดแบตเตอรี่ไม่พอ ยังไม่แสบตาด้วยครับ หวังว่ารุ่นอื่นคงจะได้รับอัพเดตเร็วๆ นี้นะครับ

Ambient Display

Mi 9 สามารถเลือกเปลี่ยนภาพหน้าจอขณะที่ปิดหน้าจอได้ว่าจะเลือกใช้งานแบบไหน ซึ่งปกติไม่สามารถเปลี่ยนได้ แต่ผมเคยได้ยินมาว่า รอม EU หรือรอมอะไรนี่แหละที่สามารถเปลี่ยนได้ แต่คราวนี้ไม่ต้องไปลงรอมอะไรให้วุ่นวานเพราะเค้าให้มาแล้วครับ ^^;

สแกนหน้าและสแกนนิ้วใต้หน้าจอ

Mi 9 ยังมีระบบสแกนหน้าเพื่อปลดล็อคมาให้ แต่เป็นการใช้กล้องหน้าปลดล็อค เพราะฉะนั้น มันจะไม่ปลอดภัยเหมือนปลดล็อคด้วยลายนิ้วมือ ตัวเครื่องก็แจ้งมาแบบนี้เช่นกัน แต่มันก็เพิ่มความสะดวกให้เราได้ค่อนข้างมากเลยครับ ยกขึ้นมา ยังไม่ทันมองหน้าจอเลย ปลดล็อคแล้ว 555+


Mi 9 ยังมีระบบสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอแบบ Optical ที่ทำงานได้รวดเร็วดีครับ แต่ส่วนใหญ่ผมแทบไม่ได้ใช้ครับ อย่างที่ผมบอกไปว่า แค่ยกมือถือขึ้นมามันก็ปลดล็อคให้แล้ว เลยทำให้ผมยังไม่ทันได้วางนิ้วลงบนเซ็นเซอร์มันก็ปลดล็อคแล้วครับ 555+

แบตเตอรี่และการชาร์จ

Mi 9 มีขนาดแบตเตอรี่ที่ 3300 mAh และเท่าที่ผมลองใช้งานดู ในการใช้งานแบบที่ผมใช้ สามารถใช้งานได้เช้าถึงเย็นหรือประมาณ เกือบ 12 ชั่วโมงได้จนกระทั้งเครื่องดับ แต่ถ้าใช้งานหนักๆ โดยเน้นใช้งานกล้องแบบต่อเนื่อง ดูหนังในแอพ Ais Play ฟังเพลงผ่านบลูทูธ ดู Youtubeในรถ และอื่นๆ แบตก็น่าจะใช้งานได้ประมาณ 7 ชั่วโมงก็ถือว่าโอเคแล้วครับ สำหรับ Snapdragon 855 ที่แรง แต่กินไฟน้อยกว่า 845 ซะอีก ส่วนเรื่องความร้อน เมื่อใช้กล้องต่อเนื่องเป็นเวลานานเครื่องจะค่อนข้างร้อน


และการชาร์จกลับด้วยหัวชาร์จที่แถมมาให้ซึ่งผมเสียดายอยู่อย่างคือที่ชาร์จของรุ่น Global ได้แค่ที่ชาร์จแบบ Quick Charge 3.0 ที่ให้ไฟสูงสุดที่ 12V 1.5A ส่วนเครื่องเวอร์ชั่นจีนจะได้ Quick Charge 3.0 แบบที่จ่ายไฟสูงสุดที 20V 1.35A และยังได้หัวชาร์จแบบปลั๊กแบนด้วย ผมพูดตามตรงว่าผมไม่ชอบหัวปลั๊กแบบกลมเลยครับ มันหลวมและหลุดง่าย สำหรับปลั๊กไฟครับ 555+ และตามสเปกแจ้งว่ารองรับการชาร์จไฟแบบสายได้สูงสุดที่ 27 วัตต์ และแบบไร้สายได้สูงสุด 20 วัตต์เป็นรุ่นแรก แต่ผมไม่มีที่ชาร์จไร้สายเลย ผมเลยไม่ได้ทดสอบเลยครับ 555+


ผมได้ทดสอบการชาร์จกลับจาก 0-100 เปอร์เซ็นต์ ใช้เวลาชาร์จเพียงแค่ 1 ชั่วโมง 8 นาที แต่ว่าตอนครบ 1 ชั่วโมง แบตเตอรี่ได้มา 96 เปอร์เซ็นต์เลยครับ ซึ่งช่วงใกล้เต็มมันก็จะชาร์จช้าลงบ้าง แต่ในระหว่างชาร์จ เครื่องไม่ร้อนเลยครับ แค่รู้สึกอุ่นนิดหน่อยเท่านั้นครับ และสุดท้ายอนิเมชันตอนเสียบชาร์จมันดูแปลกๆ หรือว่าผมคิดลึกเกินไป (ผมรู้นะว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่ 555+)


และก็น่าจะเป็นมาตรฐานใหม่ของตัวท็อปของ Xiaomi แล้วมั้งครับที่จะให้ Dual GPS มา


ซึ่งเท่าที่ผมทดสอบการนำทางและความแม่นยำใน MIUI เวอร์ชัน 10.2.15.0 ของ Mi 9 ผมไม่เจอปัญหา GPS เพี้ยนเลยครับ สามารถใช้งานได้ดี ไม่หลุดออกนอกเส้นทาง เพราะก่อนหน้านี้ Mi 8 ของผมที่มีปัญหา GPS เพี้ยน ล่าสุด มีการอัพเดต แก้ไขแล้ว ก็ใช้งานได้ปกติแล้วครับ

กล้อง
รีวิวเรื่องกล้องคราวนี้อาจจะไม่ได้ละเอียดเหมือนรีวิวอื่นๆ เพราะผมเพิ่งใช้เวลาอยู่กับ Mi 9 ประมาณ 4 วัน และไม่ค่อยได้ออกไปถ่ายรูปที่ไหน ก่อนที่จะเขียนรีวิวนี้นะครับ ยังไงก็ขออภัยด้วยนะครับ T T


ผมขออธิบายเรื่องกล้อง 48 ล้านคร่าวๆ ก่อนนะครับ กล้องหลักที่อยู่ตรงกลางคือกล้อง SONY IMX586 ขนาด 48 ล้านพิกเซล ค่า F ของกล้องตัวนี้อยู่ที่ 1.75  ขนาดเซ็นเซอร์ ½ นิ้ว ระยะโฟกัส 26 มม. กล้อง 48 ล้านพิกเซลตัวนี้ ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Super Pixel ซึ่งเป็นการรวมพิกเซล 4 พิกเซล รวมเป็นหนึ่ง ซึ่งถ้าเราถ่ายในโหมดปกติ หรือออโต้ หรือเปิดใช้งาน Ai รูปที่ได้ก็จะเป็น 12 ล้านพิกเซลนั่นเอง เป็นการเอา 48 ล้านพิกเซล หาร 4 จะได้ 12 ล้านพิกเซล แต่เราก็สามารถถ่ายภาพ 48 ล้านพิกเซลได้เช่นกัน เพราะมีโหมดให้เลือก ซึ่งคุณภาพที่ได้ก็จะดีกว่า 12 ล้านพิกเซล แบบเห็นได้ชัด
และต่อมา กล้องตัวนี้ ไม่มีกันสั่น OIS ตอนแรกผมก้ไม่เชื่อ แต่เท่าที่ผมทดสอบมามันไม่มีกันสั่น OIS จริงๆ ครับด้วยเหตุที่ผมคิดขึ้นมาเองว่า ขนาดเซ็นเซอร์ที่ใหญ่ขึ้นจึงทำให้ไม่มีพื้นที่พอจะใส่กันสั่นแล้ว เหมือนกัน Mate 20 ที่กล้อง 40 ล้านพิกเซล ก็ไม่มีกันสั่น OIS ครับ เลยใช้เป็นกันสั่นซอฟแวร์ หรือ Huawei เรียกว่า AIS ที่กันสั่นทำงานร่วมกับ AI ด้วย และอีกข้อคือกล้อง 48 ล้านพิกเซลของ Mi 9 ด้วยความที่มันไม่ใช่ระบบโฟกัสแบบ Dual Pixel จึงต้องมี Laser Auto Focus เข้ามาช่วย เพื่อทำให้โฟกัสเร็วขึ้น จนความเร็วการโฟกัสใกล้เคียงกับ Dual Pixel กันเลยทีเดียว


ต่อมาก็คงเป็นเลนส์ตัวบนสุดที่เป็นเลนส์ระยะซูม เป็นกล้องของ Samsung S5K3M5 ขนาดเซ็นเซอร์ 1/3.4 นิ้ว และที่สำคัญ ค่า F ของเลนส์ตัวนี้อยู่ที่ 2.2 ซึ่งกว้างกว่า Mi 8, Mix 3 ทำให้ถ่ายในเวลากลางคืนได้ดีกว่า F2.4 ในรุ่นที่ผ่านๆ มาครับ

และกล้องตัวสุดท้ายด้านล่างสุด จะเป็นกล้องเลนส์ Ultra Wide หรือกล้องมุมกว้างพิเศษ ใช้เซ็นเซอร์กล้อง SONY IMX481 ขนาด 1/3 นิ้ว 16 ล้านพิกเซล และค่า F อยู่ที่ 2.2 ทางยาวโฟกัส 17 มม. ผมจะเรียงลำดับกล้องที่มีเลนส์มุมกว้างที่กว้างที่สุดก่อนนะครับ Samsung Galaxy S10, Huawei Mate 20, Mi 9 เลนส์มุมกว้างของ Mi 9 นั้น เป็นเลนส์มุมกว้างที่ไม่กว้างเท่ารุ่นอื่นในบรรดา 3 รุ่นที่ผมลองมา แต่ของ Mi 9 มี Auto Focus ด้วย ซึ่งยี่ห้ออื่นไม่มี  มันอาจจะเป็นเหตุผลที่เลนส์มันไม่กว้างเท่ายี่ห้ออื่น และก็มีความบิดเบี้ยวของภาพน้อยที่สุดด้วยครับ จากประสบการณ์ใช้งานของผมนะครับ แต่ผมรู้สึกว่าของภาพมันไม่คมครับสำหรับ Mi 9

กล้องหลัง
รูปภาพ

อย่างที่ผมบอกไปตอนแรกครับ ว่าผมใช้ Mi 9 เป็นเครื่องหลักในการใช้งานเลย ผมบอกเลยว่า การมีเลนส์มุมกว้างเข้ามา ทำให้การถ่ายรูปสำหรับผมนั้นสนุกมากขึ้น แล้วตัวผมชอบใช้เลนส์มุมกว้างเป็นประจำด้วยครับ ถึงมันจะไม่ได้กว้างเหมือนยี่ห้ออื่น มันเลยทำให้ขอบของภาพดูไม่ยืด แต่โดยรวมแล้วถือว่าทำได้ดีครับ และกล้องของ Mi 9 นั้น กล้องหลักจะไม่เหมือนกับ Mi 8 หรือ Mix 3 ก็ทำให้การถ่ายภาพนั้น ดีกว่าทั้งสองตัวที่กล่าวมา จากเดิมที่ผมว่าก็ดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องการเก็บรายละเอียดส่วนมืดส่วนสว่างได้ดีกว่าเดิม และแน่นอนว่าเราสามารถถ่ายโหมด 48 ล้านพิกเซลได้ แต่ไม่สามารถใช้งาน HDR และ Ai ได้ครับ


และแน่นอนว่า Mix 3 สามารถแก้ไขลายน้ำได้ Mi 9 ก็ต้องทำได้เช่นกันครับ


และก็สามารถใช้งาน Google Lens ได้โดยการกดที่ขีด 3 ขีดที่มุมบนขวาครับ


โหมด Ai ก็มีมาให้ใช้งาน และก็ยังทำงานได้ดีเหมือนเดิมครับ แต่เพิ่มเติมคือ ไม่ว่าเราจะใช้งานเลนส์ระยะไหนก็ตามเช่นเลนส์มุมกว้าง เลนส์ระยะปกติ และเลนส์ซูม Ai สามารถทำงานได้ครับ


ในโหมดกล้องปกติ เราสามารถถ่ายปรับระดับบิวตี้ได้เลยครับ ทำให้เราถ่ายรูปจากกล้องหลังแล้วหน้าเนียนขึ้นมาได้ทันทีครับ 555+


และที่ทำให้ประหลาดใจก็คงเป็นโหมดนี้ครับ โหมดปรับรูปร่าง... เดี๋ยวนี้นี้ปรับหน้าอย่างเดียวอยู่ไม่ได้ ต้องปรับหุ่นได้ด้วย 555+ เท่าที่ผมลองมา...รูปที่ออกมาก็มีความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ไม่ถึงกับมากจนเกินไป ขนาดผมเปิดรูปที่ถ่ายมุมใกล้เคียงกันผมยังแยกไม่ค่อยออกเลยครับว่ามันต่างกันตรงไหน แต่ที่แน่ๆ คือปรับเรื่องขาแล้วภาพด้านล่างมันจะดูยืดลงมาอีกหน่อย ทำให้ดูเหมือนขายาวขึ้นครับ 555+


และเมื่อเข้าโหมด 48 ล้านพิกเซล Ai และ HDR จะใช้งานไม่ได้เลยครับ บางทีการที่เรายกมือถือขึ้นมาถ่ายเลย ภาพมันอาจจะมืดได้ครับซึ่งการถ่ายภาพโหมดนี้อาจจะต้องมีการแตะโฟกัสในจุดที่มืดและปรับแสงช่วยบ้างนิดหน่อยครับ เพื่อให้กล้องเก็บรายละเอียดของแสงมืดและสว่างได้ตามที่เราต้องการครับ ขนาดของรูปภาพก็จะค่อนข้างใหญ่ครับ ขนาดไฟล์จะอยู่ตั้งแต่ 20-30 MB กันเลย และการถ่ายรูปแต่ละรูป อาจจะต้องมีการรอประมวลผลซักครู่ ไม่ใช่แต่โหมด 48 ล้านพิกเซล แต่โหมดอื่นก็เช่นกันครับ ก่อนที่จะถ่ายรูปต่อไปได้ต้องรอ ซึ่งผมไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ครับ 555+


โหมดภาพบุคคลของ Mi 9 มีการปรับปรุงหน้าตาการใช้งานนิดหน่อย และที่น่าดีใจคือ ปกติโหมดภาพบุคคล จะใช้เลนส์ระยะเทเลในการถ่ายแล้วเบลอฉากหลัง ในบางสถานการณ์ที่เราต้องถ่ายภาพบุคคลในเวลากลางคืน มันทำให้ภาพดูมืดมาก แต่ Mi 9 สามารถปรับไปใช้เลนส์ระยะปกติ แล้วถ่ายละลายหลังได้แล้วครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีครับ และต่อมา เราสามารถปรับความเบลอฉากหลังได้แบบเรียลไทม์เลยครับ ทำให้เราเลือกความเบลอได้โดยที่ไม่ต้องไปปรับทีหลังก็ได้ครับแต่ปัญหาที่ผมเจอคือมีบ้างที่กดถ่ายแล้วไม่ถ่ายทันที ต้องรอ แล้วผมก็พลาดช็อทสวยๆ ไปครับ อาจจะต้องรอการแก้ไขในภายหลังครับ


และยังสามารถใส่แสงสตูดิโอได้จากตรงนี้เลยครับ โดยที่ไม่ต้องไปปรับแต่งภายหลัง


และในโหมดภาพบุคคลนี้สามารถปรับหน้าเนียนได้เลย แค่นั้นไม่พอ Ai ยังสามารถทำงานในโหมดนี้ได้ด้วย ซึ่ง Mi 8 ไม่สามารถทำอะไรแบบนี้ได้เลยครับ 555+


ต่อมาเป็นโหมดกลางคืน ผมขออธิบายนิดนึงนะครับ ส่วนตัวผมคิดว่าโหมดกลางคืนของ Mi 9 อาจจะยังทำได้ไม่ดีเท่า Mix 3 แต่ผมคิดว่า ด้วยเซ็นเซอร์ 48 ล้านพิกเซล หลายๆ คนที่เล่นกล้องอาจจะทราบดีว่า การที่พิกเซลเยอะ Noise หรือ จุดรบกวนบนภาพมันก็จะเยอะเมื่อถ่ายที่ ISO สูงๆ เท่าที่ผมเคยถ่ายด้วย Mix 3 ISO สูงสุดที่ Mix 3 ทำได้ในโหมดกลางคืนคือ 19200 ซึ่งมากพอสมควร แต่ Noise ยังไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ อาจจะด้วยจำนวนพิกเซลที่น้อยกว่า แต่ของ Mi 9 ที่ผมทำการทดสอบมา ISO สูงสุดที่ Mi 9 ทำได้คือ 25600 ไม่ผิดครับ 25600 และบวกกับเซ็นเซอร์ที่พิกเซลเยอะ คุณคิดว่าภาพมันจะออกมาเป็นยังไงครับ... ด้วยซอฟแวร์ของตัวกล้องเองก็พยามจะลด Noise ด้วย ผลที่ได้คือภาพมันจะออกเป็นวุ้นๆ แต่กลับกัน ถ่ายโหมดออโต้ หรือถ่าย 48 ล้านพิกเซล ยังจะออกมาดีกว่า แต่เมื่อเทียบการถ่ายโหมดออโต้ด้วย Google Camera แล้ว โหมดออโต้ของ Google Camera นั้นออกมาดีกว่าแบบเห็นได้ชัดครับ ถึงจะใช้ 48 ล้านพิกเซลไม่ได้ แต่รายละเอียดการถ่ายที่มืดดีกว่าแอพกล้องติดเครื่องแบบเห็นได้ชัดเลยครับ


ส่วนโหมดโปรก็เหมือนกับรุ่นก่อนๆ ครับ ที่สามารถปรับ White Balance, Focus, Speed Shutter, ISO ได้ แต่ที่จะต่างกันคือ เราสามารถใช้โหมดโปรกับเลนส์ตัวไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเลนส์มุมกว้าง เลนส์ระยะปกติ และเลนส์เทเล สำหรับเลนส์มุมกว้างและระยปกติ สามารถลากสปีดชัทเตอร์ได้สูงสุดที่ 32 วินาที แต่เลนส์เทเล ได้สูงสุดแค่ ครึ่งวินาทีเท่านั้นครับ


และเรายังถ่ายแบบ 48 ล้านพิกเซลด้วยเลนส์ระยะปกติได้อีกด้วยครับ (ถ้าถ่ายไม่ได้สิแปลก 555+)

วีดีโอ

ก็เป็นไปตามคาดครับ คือสามารถถ่าย 4K 60FPS ได้ แต่ทีเด็ดมันอยู่ที่ ถ่าย 4K 30FPS แล้วกันสั่น EIS ทำงานได้ครับ ปกติมือถือทั่วไป ระบบกันสั่น EIS จะทำงานสูงสุดได้แค่ประมาณ Full HD 30 หรือ 60FPS และเท่าที่ผมทดสอบมานั้นการกันสั่นทำได้ดีกว่ารุ่นก่อนๆ มากครับ แต่สิ่งที่ยังหลอกหลอนสำหรับคนใช้ Xiaomi มาตลอดก็คงเป็นเรื่องของเสียงไมโครโฟนซึ่งหลายๆ คนทราบดี และคุณภาพเสียงก็ยังเป็นจุดด้อยของ Xiaomi อยู่ มันก็ยังคงตามมาหลอกหลอนใน Mi 9 อยู่ แต่ผมรู้สึกว่า มันดีกว่า Mix 3 และ Mi 8  ขึ้นมา แต่แค่รู้สึกถึงความแตกต่าง ที่ว่า Mi 9 เก็บเสียงกลางได้ดีขึ้น เสียงแหลมไม่แหลมเกินไปเหมือนรุ่นก่อน


และอีกฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามาก็คือการติดตามวัตถุครับ เพียงแค่เรากดปุ่มเหมือนรูปคนวิ่ง แล้วกดที่วัตถุที่จะให้ติดตาม มันก็จะทำการอัดวีดีโอที่อยู่ในกรอบเท่านั้นครับ แต่ผมเตือนไว้ก่อนว่าอย่าขยับกล้องไวเกินไปครับ เพราะถ้าไวเกินไป วีดีโอที่ออกมาอาจจะเบลอได้ครับ ^^;

กล้องหน้า
รูปภาพ

สำหรับกล้องหน้า Mi 9 อาจจะแค่ 20 ล้านพิกเซล F2.0 แต่ผมว่าโอเคเลยครับ ถึงจะดีไม่เท่า Mix 3 แต่ Mi 9 ก็คลายกับ Mix 3 ที่ชัดแค่ระยะเดียว แต่คนที่อยู่ไกลออกไปก็ไม่เบลอเท่า Mix 3 ครับ



ส่วนการใช้งานก็เหมือนยกจาก Mix 3 ที่เราสามารถปรับเปลี่ยนแปลงโครงหน้าได้ และยังสามารถเพิ่มการแต่งหน้าเข้าไปได้อีก


แต่สิ่งที่ต่างจาก Mix 3 คือ Mi 9 ไม่มีแฟลชกล้องหน้า เลยต้องใช้หน้าจอเป็นแฟลชแทนเพื่อช่วยให้ถ่ายเซลฟี่กลางคืนได้ ถึงมันจะไม่ได้สว่างมาก แต่มันก็พอช่วยได้อยู่ครับ


และถึงแม้ว่าจะมีกล้องหน้าตัวเดียว แต่ก็สามารถทำเบลอฉากหลังได้เนียนเลยครับ และยังสามารถใส่เอฟเฟคแสงสตูดิโอได้เลยโดยที่ไม่ต้องไปปรับแก้ภายหลัง

วีดีโอ

กล้องหน้าตัวนี้สามารถถ่ายที่ความละเอียดสูงสุดที่ Full HD 30FPS แต่ถ้าเปิดโหมดบิวตี้แล้วถ่ายวีดีโอไปด้วย ความละเอียดวีดีโอจะสูงสุดอยู่ที่ HD 30FPS ครับ สำหรับกล้องหน้า Mi 9 ไม่สามารถถ่ายวีดีโอเบลอฉากหลังได้เหมือนกับ Mix 3 แอบเสียดายครับ ทำไมถึงไม่ให้มา 555+

เกมส์

สำหรับการเล่นเกมส์ผมได้ทดสอบ 3 เกมส์ด้วยกันคือ ROV, PUBG Mobile ผมขออธิบายก่อนว่า อัตราส่วนหน้าจอของ Mi 9 นั้น เท่ากับ Mix 3 คือ 19.5:9  แต่เกมส์ที่ผมลองเล่นมานั้น ตอนนี้ยังไม่มีเกมส์ไหนที่สามารถเล่นได้เต็มจอเลยซักเกมส์ แต่ที่ผมไม่เข้าใจคือผมหาเกมส์ Asphalt 9 ใน Play Store ไม่เจอครับ ผมลองถามน้องที่ใช้ Mi 9 อีกคน เค้าก็หาเกมส์นี้ไม่เจอเหมือนกันครับไม่รู้ว่าทำไม?


ROV สามารถเปิดเฟรมเรทสูง และภาพ HD ได้ ส่วนเรื่องเฟรมเรท เท่าที่ผมลองมานี่ ยังไม่เห็นฉากไหน ต่ำกว่า 59FPS เลยครับ วิ่งตัน 60 เกือบตลอดเวลา ส่วนเรื่องความร้อนนั้นก็รู้สึกได้ว่าร้อนน้อยกว่า Snapdragon 845 และกินแบตน้อยกว่าครับในการเล่น 1 ตา


PUBG Mobile ก็สามารถปรับกราฟฟิคสูงสุดที่ Ultra ครับ สูงกว่านี้เค้ายังไม่เปิด 555+ ผมได้ทำการลองเล่นดูแล้วก็ลื่นไหลดีมากครับ ตอนโดดร่มลงมา ก็ไม่เจออาการค้างหรือกระตุกให้เห็นเลยครับ

Game Booster

ตอนเข้าเกมส์ที่มุมบนซ้ายมือจะมีขีดสีเทา เมื่อเราสไลด์มันออกมาก็จะเจอกันหน้าต่างแบบนี้ ฟีเจอร์หลักของ Game Booster ก็คงจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการเล่นเกมส์ ทำให้เล่นเกมส์ได้ดีขึ้นโดยการปิดแอพที่ทำงานเบื้องหลังออกไป และสามารถปิดการแจ้งเตือนและการโทรเข้าไม่รบกวนการเล่นเกมส์ของเรา และยังอัดวีดีโอหน้าจอ และแคปหน้าจอเกมส์ได้ด้วย แต่ฟีเจอร์ที่ผมเชื่อว่าใครที่ใช้มือถือปล่อยบอทคงชอบ คือมันสามารถปิดหน้าจอแล้วให้เกมส์ทำงานต่อไปได้โดยที่ไม่ต้องเปิดหน้าจอ ปกติแล้วตอนเรากดล็อคหน้าจอ เกมส์ก็จะหยุดทำงานไปด้วย แต่อันนี้จะยังสามารถทำงานได้ และมีเสียงอยู่ตลอดเวลา


การดู Youtube ของ Mi 9 ก็สามารถดูได้เต็มจอแต่อาจจะติดติ่งเล็กๆ แต่โดยรวมแล้วผมว่ามันก็ไม่รู้สึกขัดหูขัดตานะครับ


และยิ่งกว่านั้น เราสามารถดูวีดีโอแบบ HDR ใน Youtube ได้ด้วยครับ


นี่แหละคือสิ่งที่หลายๆ คนต้องการ สำหรับคนที่ดู Netflix สำหรับ Mi 9 รองรับการดู Netflix แบบ Full HD แล้วนะครับ สังเกตที่ Security Level เป็น L1 แล้วครับ แต่ๆๆๆๆๆ สำหรับใครที่ซื้อ Mi 9 เครื่องจีนก็จะยังเป็น L3 นะครับผม ส่วนมือถือ Xiaomi รุ่นอื่นๆ ก็เห็นว่าจะมีอัพเดตตามมาครับ แต่รุ่นที่แกะกล่องแล้วรองรับ L1 เลย ตอนนี้ก็จะมีแค่ Redmi Note 7 และ Mi 9 นี่แหละครับ

ฟังเพลง

สำหรับการฟังเพลงของผมก็เช่นเคยครับ ฟังผ่าน DAC Type C ของ Hidez ครับคุณภาพเสียงก็จะขึ้นอยู่กับ DAC ครับ ส่วน Type C เป็น 3.5 ที่แถมมา ก็จะให้เสียงที่ดังกว่ามือถือที่มีช่อง 3.5 พอสมควรเลยครับ และการฟังเพลงผ่านบลูทูธก็เช่นเคยครับ รองรับสูงสุดที่ LDAC ครับ แต่ทุกวันนี้อุปกรณ์ที่ผมมี สูงสุดก็แค่ APTX เท่านั้นครับ 555+ ยังไม่เคยได้ลอง LDAC ซักทีครับ


Mi 9 มีลำโพงตัวเดียว แต่เท่าที่ผมทดสอบมา ตอนแรกผมก็ว่า Mi 8 Pro กับ Mix 3 เป็นลำโพงตัวเดียวที่ให้เสียงเบส กลาง แหลมได้ดีแล้วครับ แต่ Mi 9 ทำได้ดีกว่านั้นนิดนึงครับ โดยเฉพาะเสียงเบสที่ออกมาเป็นลูกๆ มากกว่า Mi 8 Pro กับ Mix 3 ซะอีกครับ


Mi 9 รองรับ VoLTE และ HD Voice ซึ่งผมได้ทำการทดสอบแล้ว โดยการโทรหาเพื่อนที่เครื่องรองรับ HD Voice ซึ่งเสียงชัดเหมือนไลน์ HD Voice เลยครับ แต่ที่สำคัญกว่านั้น ด้วยช่องลำโพงสนทนาที่ใหญ่กว่ารุ่นก่อนๆ มาก ทำให้เสียงเวลาเราเปิดสุด เสียงดังฟังชัดมากๆ ครับ Mi 8 ช่องเล็กมากไม่พอ พอใช้ไปนานๆ ทั้งฝุ่นทั้งเหงื่อ ติดตรงช่องลำโพงสนทนา ทุกวันนี้เสียงแทบไม่ค่อยได้ยินเลยครับ 555+

Wifi


สำหรับ Wifi ก็รองรับ Dual Band เช่นเคยครับ


แต่ที่ผมชอบคือมันสามารถปล่อยฮอทสปอทแล้วเลือกเป็นคลื่น 5G ได้ครับ ถือว่าเป็นอะไรที่ดีมาก บางทีในจุดที่เราอยู่ มี Wifi 2.4G เป็นจำนวนมาก อาจจะทำให้เราไม่สามารถใช้อินเตอร์เน็ตที่ปล่อยจากมือถือเราได้เนื่องจาก Channel ชนกัน เราก็สามารถเลี่ยงโดยการปล่อยเป็นคลื่น 5G ได้ครับ แต่เท่าที่ผมเจอมาทั้ง Mi 8 และ Mix 3 ตอนผมปล่อยฮอทสปอทคลื่น 2.4G แล้วเชื่อมต่อบลูทูธไปด้วย จะเจออาการบลูทูธตัด หรือเสียงขาดๆ หายๆ ตลอดเวลา ซึ่งบลูทูธก็ใช้คลื่น 2.4G เช่นกัน เลยทำให้บางครั้ง Channel มันชนกันได้ครับ

Dual 4G Stanby

Mi 9 ก็ยังคง Stanby 4G  ได้ สองซิมพร้อมกันได้เช่นเคย

คะแนน Antutu

อย่างที่รู้ๆ ครับ คะแนน Antutu ไม่ใช่ตัวชี้วัดว่ามือถือรุ่นนี้เร็วและแรงที่สุด มันเป็นเพียงตัวเลขครับ อย่าไปสนใจมันมาก เน้นที่การใช้งานจริงดีกว่าครับ ^^


ด้วย Snapdragon 855 มันก็จะแรงแซงทุกรุ่นจนมาอยู่ที่ 1 ในตารางได้เลยครับ 555+ (ไม่นับชิพ Apple Bionic A12X ที่อยู่ใน iPad Pro นะครับ ^^) แต่คิดว่าไม่นานก็คงต้องมีเจ้าอื่นมาล้มที่ 1 ซักวัน

ฟีเจอรที่หายไป

ฟีเจอร์ที่หายไปก็คือการซ่อนติ่งครับ ปกติเมนูซ่อนติ่งจะอยู่ในหน้านี้ครับ และมันก็หายไป แต่ผมมองว่าไม่ปิดจะโอเคกว่าครับ

Sensor Box

เซ็นเซอร์พื้นฐานก็ให้มาครบครับ แต่แอบเสียดายที่ Mi 9 ตัด Pressure Sensor ออกไป ใน Mi 8 หรือ Mix 3 ยังมีอยู่ แต่ส่วนใหญ่เราคงไม่ได้ใช้กันหรอกครับ แต่ส่วนตัวผมก็มีไว้ดูความสูงจากน้ำทะเลในแอพเข็มทิศบ้างอะครับ 555+

จุดสังเกต
Shutter Lag ยังมีให้เห็น และถ่ายโหมด 48 ล้านพิกเซล ต้องรอประมวลผล
กล้องเลนส์มุมกว้าง ขอบภาพไม่ค่อยชัด
เป็นกล้อง 48 ล้านพิกเซลที่ให้คุณภาพดีกว่า Redmi Note 7 แบบเห็นได้ชัด
โหมดกลางคืนอาจจะยังทำได้ไม่ค่อยดีสำหรับบางคน
ระบบสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ ถ้าติดฟิล์มกระจกก็ยังสามารถสแกนได้ปกติ แต่อาจจะมีบางจังหวะที่ช้าบ้างเล็กน้อย
กล้องไม่มี OIS
หัวชาร์จที่แถมมาไม่ใช่ Turbo Charge แบบเครื่องโมเดลจีน
แบต 3300mAh อาจจะน้อยไปซักหน่อย

สรุป
ตอนที่ผมเขียนรีวิวมาถึงตรงนี้ก็ห้าโมงเย็นของวันที่จะเปิดตัว Mi 9 พอดีครับ ซึ่งผมยังไม่ทราบราคาที่แน่ชัด ถ้าผมทราบแล้วจะมาอัพเดตอีกทีครับ แต่เท่าที่มีข่าวหลุดมา ราคา AIS จะอยู่ที่ 16999 บาท สำหรับใครที่มองหามือถือที่ครบเครื่องทั้งเรื่องกล้องและซีพียู ในราคาที่ไม่แพงมาก ผมว่า Mi 9 เป็นตัวเลือกที่ดีพอสมควรเลยครับ Snapdragon 855 กล้อง 48 ล้านพิกเซล เลนส์มุมกว้าง ชาร์จไร้สาย IR จอ AMOLED และอื่นๆ อีกมากมาย ก่อนหน้านี้ผมรีวิว Mix 3 ผมก็ยังอยากได้เลย แต่พอมา Mi 9 ด้วยราคาด้วยสเปก มันทำให้ผมอยากได้ Mi 9 มากกว่าอีกครับ 555+ เรื่องกล้องผมก็มองว่ามันยังมีปัญหาเรื่อง Shutter Lag อยู่ ถ้าใครรับจุดนี้ได้ Mi 9 ก็เป็นมือถือที่โดยรวมโอเคพอสมควรครับ ผมคงให้คำนิยามสำหรับ Mi 9 เหมือนคนทำได้ทุกอย่าง แต่ยังทำได้ไม่ดีที่สุดในบางเรื่อง ยังไงผมก็ขอบคุณที่อ่านรีวิวยาวๆ แบบนี้จนจบนะครับ ฟีเจอร์บางอย่างผมก็ไม่ได้ยกมาพูดในรีวิวนะครับ เพราะถ้าผมยกมาหมดนี่ยาวกว่านี้มากเลยครับ 555+ ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็บอกได้นะครับ ขอบคุณมากครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายที่ไม่ผ่านการแต่ง
รูปไหนที่ถ่ายด้วยความละเอียด 48 ล้านพิกเซล ลายน้ำด้านซ้ายจะเขียนบอกไว้ครับว่า 48 MP
เดี๋ยวผมอาจจะหาวิธีอัพรูปภาพแบบต้นฉบับไว้ไปเปิดดูกันนะครับ






























2019-03-26 03:47:19
Favorites25 RateRate

Semi Pro Bunny

Narongdej | from MI 8

#1

อยากจัด mi9 อีกเครื่อง แต่ mi8 ในมือยังใช้มาไม่กี่เดือนเอง (-_-)
2019-03-26 08:31:30

Pro Bunny

NineiL | from MI 8 Pro

#2

รีวิวละเอียดมากครับ ตัวนี้น่าซื้อน่าโดนมากจริงๆครับ
2019-03-26 08:37:46

Advanced Bunny

Deawjaja | from Mi A2

#3

เรื่องจอเบิร์น เรื่องตกนี่เรื่องใหญ่เลยครับ อย่าพยายามทำตกเด็ดขาด
2019-03-26 08:44:47

Rookie Bunny

ninrawat | from MI 9

#4

เรื่องหยดน้ำที่ว่าเป็นตัว Uที่เปนตัว U ก้อเพราะว่า เซ็นเซอร์แสงอยู่ซ้ายและขวาของหยดน้ำบนหน้าจอนั่นล่ะครับ
2019-03-26 09:32:38

Advanced Bunny

Geo19 | from MI 8 Lite

#5

กล้องเหมือนจะจับโฟกัสไม่อยู่รึเปล่า รวมๆออกมาดูดีก็จริง แต่ซูมเข้าไปมันไม่ชัด
2019-03-26 09:52:56

Moderator

TaE36 Author | from MI 9

#6

Narongdej
อยากจัด mi9 อีกเครื่อง แต่ mi8 ในมือยังใช้มาไม่กี่เดือน ...

รอข้ามไป mi 10 เลยคับ
2019-03-26 10:20:18

Moderator

TaE36 Author | from MI 9

#7

NineiL
รีวิวละเอียดมากครับ ตัวนี้น่าซื้อน่าโดนมากจริงๆครั ...

ขอบคุณมากคับ
2019-03-26 10:21:04

Moderator

TaE36 Author | from MI 9

#8

Deawjaja
เรื่องจอเบิร์น เรื่องตกนี่เรื่องใหญ่เลยครับ อย่าพยา ...

จอ mi 8 เท่าที่รู้ราคามา 4xxx แล้วอะคับ
2019-03-26 10:21:48

Moderator

TaE36 Author | from MI 9

#9

ninrawat
เรื่องหยดน้ำที่ว่าเป็นตัว Uที่เปนตัว U ก้อเพราะว่า เซ ...

แต่เวลาตะแคงเครื่องแล้วหน้าจอหมุนไปด้านข้าง ติ่งจะเต็มเป็นรูปตัว u แปปนึงแล้วกลับมาเป็นหยดน้ำคับ
2019-03-26 10:22:57

Moderator

TaE36 Author | from MI 9

#10

Geo19
กล้องเหมือนจะจับโฟกัสไม่อยู่รึเปล่า รวมๆออกมาดูดีก ...

ต้องดูรูปขนาดเต็มอะคับ อัพลงกระทู้ถูกย่อหมดเลยคับ  แต่ 48 ล้าน mi9 กับ note7 นี่ต่างกันชัดเจนคับ 555+
2019-03-26 10:24:09
please sign in to reply.
Sign In Sign Up

TaE36

Moderator

  • Followers

    113

  • Threads

    25

  • Replies

    226

  • Points

    917

Newbie Member
Best thread club
Halloween
Throw Back with Mi 2018
Redmi Note 7 into space
Mi Pop SE

Read moreGet new
Copyright©2016-2019 Xiaomi.com, All Rights Reserved
Content Policy
Quick Reply To Top Return to the list